ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) เป็นยังไง

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมักจะเป็นกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ถูกกำหนดให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และอุดช่องว่างทางภาษีในบางธุรกิจ ลักษณะของภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีทางอ้อม: เป็นภาษีที่เก็บจากฐานการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง แทนที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม: กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เก็บจาก “รายรับ”: ฐานภาษีของภาษีธุรกิจเฉพาะคือ “รายรับ” ที่ได้จากการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ใช่ “กำไร” อัตราภาษีต่ำ: โดยทั่วไปอัตราภาษีจะต่ำกว่า VAT และเป็นอัตราเดียว (ไม่ใช่อัตราก้าวหน้า) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะคือ ผู้ประกอบกิจการ ที่มีการดำเนินงานตามประเภทที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่: กิจการธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายเฉพาะ กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ การรับประกันชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต การรับจำนำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ การค้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อหากำไร (ไม่ว่าจะเป็นการขาย การให้เช่าซื้อ หรือการให้เช่าระยะยาว) รวมถึงการประกอบกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน สำคัญมาก: กิจการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นปกติธุระ (โดยทั่วไปคือมีการซื้อมาขายไปอย่างสม่ำเสมอ […]

ลูกจ้างเข้า-ออกจากงาน ต้องแจ้งอะไรกับทางประกันสังคมบ้าง?

การบริหารจัดการข้อมูลลูกจ้างที่เข้า-ออกกับสำนักงานประกันสังคมเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายและเพื่อให้กิจการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 อย่างถูกต้อง หากนายจ้างละเลยหรือไม่แจ้งตามกำหนด อาจมีโทษปรับ หรือทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิประโยชน์ได้ กรณีลูกจ้าง “เข้า” กิจการ เมื่อกิจการรับลูกจ้างเข้าทำงาน (ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ, พนักงานสัญญาจ้าง, หรือลูกจ้างชั่วคราวที่มีค่าจ้าง และไม่จำกัดจำนวนลูกจ้าง) นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม สิ่งที่ต้องแจ้ง: 1.แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ลูกจ้างใหม่): นายจ้างจะต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ลูกจ้าง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มทำงาน ลูกจ้างจะได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 2.เลือกสถานพยาบาล: นายจ้างมีหน้าที่ให้ลูกจ้างเลือกสถานพยาบาลในโครงการประกันสังคม ลูกจ้างสามารถเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ปีละครั้งในช่วง 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของทุกปี แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง: สปส. 1-03 (แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน): เป็นแบบฟอร์มสำหรับแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ รายละเอียด: ประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้าง (ชื่อ-สกุล, เลขบัตรประชาชน, วันเกิด, ที่อยู่) และข้อมูลการจ้างงาน (วันที่เริ่มงาน, ค่าจ้าง, ตำแหน่ง) พร้อมทั้งการเลือกสถานพยาบาล เอกสารแนบ […]

เสีย VAT อัตรา 0% มีแบบไหนบ้าง?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT) ในประเทศไทยมีอัตราปกติอยู่ที่ร้อยละ 7 (ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากร้อยละ 10 ตามกฎหมายกำหนดชั่วคราว) อย่างไรก็ตาม มีกรณีพิเศษที่กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตรา “ร้อยละ 0” (Zero Rate VAT) ซึ่งแตกต่างจากการ “ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม” อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างระหว่าง “อัตราภาษีร้อยละ 0” กับ “การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม” ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญนี้: อัตราภาษีร้อยละ 0 (Zero Rate VAT): เสียภาษี: ถือว่ายังคงอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้อัตราภาษี 0% สิทธิภาษีซื้อ: ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ Zero Rate VAT มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ ที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการนั้นได้ ออกใบกำกับภาษี: ต้องออกใบกำกับภาษี โดยระบุอัตรา 0% การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Exemption): ไม่เสียภาษี: ถือว่าอยู่นอกระบบภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกรรมนั้นๆ สิทธิภาษีซื้อ: ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษี […]

วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบเข้าใจง่ายๆ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax – WHT) คือ ระบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าวิธีหนึ่งที่กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ มีหน้าที่หักเงินจากยอดเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับ แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้นั้นให้กับกรมสรรพากร แทนผู้รับเงินได้ มาทำความรู้จักวิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ วัตถุประสงค์หลัก: อำนวยความสะดวกในการจัดเก็บภาษี: ลดภาระผู้เสียภาษีในการไปยื่นภาษีเองทั้งหมด และช่วยให้กรมสรรพากรได้รับภาษีล่วงหน้า ทำให้มีกระแสเงินสดเข้ารัฐอย่างสม่ำเสมอ ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี: เป็นการตรวจสอบและควบคุมการเสียภาษีของผู้รับเงินได้ในเบื้องต้น ใครคือผู้มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย? ผู้จ่ายเงินได้: บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้ที่จ่าย ผู้รับเงินได้: บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ได้รับเงินได้ ลักษณะสำคัญ: ผู้รับเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถนำใบหัก ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย หรือ ภ.ง.ด. ตามประเภท) ไปเป็นหลักฐานในการเครดิตภาษี (หักออกจากภาษีที่ต้องชำระจริง) เมื่อถึงกำหนดยื่นภาษีประจำปี อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยอดนิยมที่ใช้กันบ่อย อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะแตกต่างกันไปตามประเภทของเงินได้ที่จ่ายและสถานะของผู้รับเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) […]

5 เหตุผล ที่ทำให้เงินสดขาดมือ ในธุรกิจควรระวังมากสุด

เงินสดคือ “ลมหายใจ” ของธุรกิจ การขาดสภาพคล่องทางการเงินเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดเล็กหรือใหญ่ นี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ทำให้เงินสดขาดมือ ซึ่งธุรกิจควรระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดที่สุด การขายเชื่อ หรือที่เรียกว่า “การขายเครดิต” เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ก่อน โดยยังไม่ต้องชำระเงินในทันที แต่ให้ระยะเวลาในการชำระเงินคืนภายหลัง (เช่น 30 วัน, 60 วัน หรือ 90 วัน) อย่างไรก็ตาม หากบริหารจัดการไม่ดี การขายเชื่อจะกลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้ธุรกิจประสบปัญหา “เงินสดขาดมือ” ได้อย่างรุนแรง 1. การขายเชื่อ/ขายเครดิต เก็บเงินช้า ส่งผลให้เงินสดขาดมือได้อย่างไร? เมื่อธุรกิจขายสินค้าหรือบริการออกไปแบบเครดิต แม้ว่าจะบันทึกเป็น “รายได้” ในทางบัญชีแล้ว แต่เงินสดจริงๆ ยังไม่ได้เข้ามาในมือของธุรกิจในทันที สถานะของเงินที่ยังไม่ได้รับจะถูกบันทึกเป็น “ลูกหนี้การค้า” ซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน แต่ยังไม่ใช่เงินสดในบัญชีธนาคาร ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้: เงินทุนจม: เงินสดที่คุณใช้ไปในการผลิตสินค้า ซื้อวัตถุดิบ หรือจ่ายค่าบริการ (เช่น ค่าแรง, ค่าเช่า, ค่าการตลาด) ถูก “แช่แข็ง” อยู่ในรูปของลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ […]

ขั้นตอนการทำลายสินค้า กรณีเป็นสินค้าของเสีย สินค้าเสื่อมสภาพ และสินค้าล้าสมัย

สินค้าของเสีย สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าล้าสมัย ถือเป็นทรัพย์สินของกิจการที่ต้องถูกตัดจำหน่ายออกจากบัญชี และจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อให้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มหากมีการนำไปจำหน่ายหรือบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ขั้นตอนโดยละเอียดที่สรรพากรยอมรับได้ มีดังนี้ค่ะ หลักการสำคัญ การทำลายสินค้าที่สรรพากรยอมรับได้ มีหลักการสำคัญคือ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่โปร่งใส ชัดเจน และสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายจริง โดยมีเจตนาเพื่อลดความเสียหายของธุรกิจ และไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ขั้นตอนการทำลายสินค้าที่ถูกต้องตามหลักสรรพากร รายละเอียดสินค้าที่จะทำลายให้เป็นไปตามเงื่อนไขสรรพากร การทำลายสินค้าเป็นกระบวนการสำคัญที่ธุรกิจต้องให้ความใส่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการสต็อก แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักเกณฑ์ทางภาษีที่กรมสรรพากรกำหนด หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ไม่สามารถนำมูลค่าสินค้าที่ทำลายไปหักเป็นค่าใช้จ่าย หรืออาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพื่อให้คุณเข้าใจว่าสินค้าแบบไหนที่เข้าเงื่อนไขการทำลายตามหลักเกณฑ์สรรพากร ผมสรุปรายละเอียดสำคัญมาให้ดังนี้ค่ะ 1. เหตุผลที่สมเหตุสมผลในการทำลายสินค้า สรรพากรจะพิจารณาเหตุผลในการทำลายสินค้าเป็นอันดับแรกว่ามีความสมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหรือไม่ โดยทั่วไป สินค้าที่เข้าข่ายการทำลายด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้มีดังนี้: สินค้าหมดสภาพ เสื่อมคุณภาพ หรือล้าสมัย: สินค้าหมดอายุ: เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง ที่มีวันหมดอายุระบุชัดเจนและพ้นกำหนดแล้ว สินค้าเสื่อมคุณภาพ: เช่น สินค้าที่เสีย ชำรุด แตกหัก ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือคุณภาพลดลงจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด สินค้าล้าสมัย: เช่น เสื้อผ้าตามฤดูกาล สินค้าอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่าที่ตกรุ่นไปแล้ว หรือสินค้าที่มีเทคโนโลยีเก่าจนไม่สามารถขายได้ สินค้าที่ถูกเรียกคืน (Recall): […]

รายจ่ายเกี่ยวข้องกับรถยนต์ อะไรเบิกได้ เบิกไม่ได้

รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเป็นประเด็นที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญในการตรวจสอบอย่างมาก เนื่องจากมักมีการปะปนระหว่างการใช้งานส่วนตัวและการใช้งานเพื่อกิจการ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่และถูกต้องตามหลักกรมสรรพากร ต้องพิจารณาประเภทของรถยนต์และลักษณะของรายจ่ายอย่างละเอียดค่ะ หลักการสำคัญในการหักรายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ก่อนลงรายละเอียดรายจ่ายแต่ละประเภท มีหลักการทั่วไปที่ต้องยึดถือ: ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง: ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะเท่านั้น (มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร) หากมีการใช้งานส่วนตัวปะปนอยู่ รายจ่ายส่วนนั้นจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องมีหลักฐานประกอบการลงบัญชีที่สมบูรณ์: เช่น ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษีเต็มรูป (สำหรับรายจ่ายที่ต้องการหักภาษีซื้อ), สัญญา, บันทึกการเดินทาง เป็นต้น (มาตรา 65 ตรี (13)) ประเภทของรถยนต์มีผลอย่างมาก: กรมสรรพากรจะแยกพิจารณาระหว่าง รถยนต์นั่งส่วนบุคคล กับ รถยนต์บรรทุก/รถยนต์โดยสารสาธารณะ ประเภทของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่สามารถเบิกได้ (เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางภาษี) จะแบ่งตามประเภทของรถยนต์และลักษณะของค่าใช้จ่าย: A. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ “รถยนต์นั่งส่วนบุคคล” (ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์) คำจำกัดความ (โดยทั่วไป): รถเก๋ง, รถกระบะ 4 ประตู หรือรถ SUV ที่มีที่นั่งเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 12 […]

ข้อดีและข้อเสีย การเปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคลของกิจการ

การตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารสำหรับบริษัทว่าจะเป็นบัญชีเดียวหรือหลายบัญชีนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาด ลักษณะการดำเนินงาน และนโยบายการบริหารจัดการของแต่ละกิจการ โดยมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ การเปิดบัญชีธนาคารแบบ “บัญชีเดียว” สำหรับบริษัท คือ การที่บริษัทมีบัญชีธนาคารหลักเพียงบัญชีเดียวเพื่อรองรับธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ทั้งรายรับและรายจ่าย ข้อดี (Pros): ความง่ายในการบริหารจัดการ: ลดความซับซ้อน: มีบัญชีเดียวให้ดูแล ทำให้การบันทึกบัญชี, การกระทบยอด, และการตรวจสอบกระแสเงินสดทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ลดภาระธุรการ: ลดเอกสารที่ต้องจัดการ เช่น สมุดบัญชี, รายการเดินบัญชี (Statement), บัตรเดบิต/เครดิต ที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ประหยัดค่าธรรมเนียม: มีโอกาสเสียค่าธรรมเนียมธนาคารน้อยกว่า (เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี, ค่าธรรมเนียมการโอนข้ามธนาคาร) ภาพรวมทางการเงินที่ชัดเจน: สามารถเห็นภาพรวมของสภาพคล่องเงินสดทั้งหมดของบริษัทได้ทันที โดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายบัญชี ง่ายต่อการตัดสินใจทางการเงินเร่งด่วน สะดวกในการประสานงานกับผู้สอบบัญชี/สรรพากร (ในเบื้องต้น): มีจุดเดียวให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ทำให้การตรวจสอบกระแสเงินสดทำได้ง่าย ข้อมูลเงินเข้าที่ธนาคารนำส่งสรรพากร (ตามมาตรา 3 สัตต) มาจากบัญชีเดียว ทำให้การติดตามข้อมูลอาจดูตรงไปตรงมา ข้อเสีย (Cons): ขาดการแบ่งแยกวัตถุประสงค์ของเงิน: เงินทั้งหมดปะปนกัน ทำให้ยากที่จะแยกแยะว่าเงินส่วนใดเป็นรายได้หลัก, ส่วนใดเป็นเงินสำรอง, ส่วนใดเป็นเงินสำหรับจ่ายเงินเดือน […]

11 รายจ่ายที่มักจะถูกบวกกลับเป็น “รายได้” ของกิจการ สรรพากรไม่ยอมให้เป็นค่าใช้จ่าย!

ในทางบัญชี กิจการจะบันทึกรายจ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามหลักการบัญชี แต่สำหรับ “กฎหมายภาษี” กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เฉพาะว่ารายจ่ายใดบ้างที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ความหมายของ “รายจ่ายบวกกลับเป็นรายได้ของกิจการ” (รายจ่ายต้องห้าม) “รายจ่ายบวกกลับเป็นรายได้ของกิจการ” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “รายจ่ายต้องห้าม” (Non-deductible Expenses / Disallowed Expenses) หมายถึง รายจ่ายที่กิจการได้บันทึกไว้ในบัญชีเป็น “ค่าใช้จ่าย” เพื่อคำนวณกำไรสุทธิตามหลักการบัญชีแล้ว แต่ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร (มาตรา 65 ตรี) กรมสรรพากร “ไม่อนุญาต” ให้นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ “กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี” ผลที่เกิดขึ้นคือ: เมื่อคำนวณภาษี กิจการจะต้อง “บวกกลับ” รายจ่ายเหล่านี้เข้าไปในกำไรสุทธิตามงบการเงิน (กำไรทางบัญชี) ทำให้ กำไรสุทธิทางภาษี (Taxable Profit) สูงขึ้น กว่ากำไรสุทธิตามบัญชี ส่งผลให้ ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ “เพิ่มขึ้น” พูดง่ายๆ คือ เป็นรายจ่ายที่บันทึกแล้วในบัญชี แต่สรรพากรไม่นับให้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี วัตถุประสงค์ของรายจ่ายต้องห้าม (มุมมองสรรพากร) กรมสรรพากรมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดรายจ่ายต้องห้าม เพื่อ: ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี: ป้องกันไม่ให้กิจการนำรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานจริง หรือรายจ่ายส่วนตัวมาแอบอ้างเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี: […]

เงินกู้ยืมกรรมการ คืออะไร? ส่งผลเสียอย่างไรต่อกิจการ

เงินกู้ยืมกรรมการ (Loans to/from Directors) หมายถึง การที่กิจการ (บริษัท/นิติบุคคล) มีการทำธุรกรรมกู้ยืมเงินกับกรรมการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน หรือ บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งทั้งสองกรณีมีวัตถุประสงค์และผลกระทบที่แตกต่างกัน แต่มีประเด็นทางภาษีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยทั่วไปแล้ว ประเด็นปัญหาทางภาษีและผลเสียต่อกิจการมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน มากกว่า 1. เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร? คือ การทำธุรกรรมกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทกับกรรมการ ไม่ใช่การเพิ่มทุนหรือลดทุนของบริษัท เป็นการก่อให้เกิดหนี้สินและลูกหนี้-เจ้าหนี้ระหว่างกัน กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน (Director lends to Company): กรรมการนำเงินส่วนตัวมาให้บริษัทกู้ยืม เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ โดยอาจมีหรือไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้ สถานะทางบัญชี: เป็นหนี้สินของบริษัท (เจ้าหนี้กรรมการ) บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน (Company lends to Director): บริษัทนำเงินทุนของกิจการให้กรรมการกู้ยืมไปใช้ โดยอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ส่วนตัว หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่อาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการก็ได้ และอาจมีการคิดดอกเบี้ยหรือไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้ สถานะทางบัญชี: เป็นสินทรัพย์ของบริษัท (ลูกหนี้กรรมการ) 2. ผลเสียต่อกิจการและกฎหมายภาษีในกรณี “บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน” กรณีที่บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน เป็นกรณีที่กรมสรรพากรให้ความสนใจและตรวจสอบอย่างเข้มงวด เนื่องจากอาจมีเจตนาแอบแฝงในการหลีกเลี่ยงภาษี หรือการนำเงินของกิจการไปใช้โดยมิชอบ […]