เสีย VAT 0% ส่งออกอย่างไร จึงจะถูกต้องและได้รับสิทธิ

การส่งออกสินค้าหรือบริการจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ ถือเป็นกิจกรรมที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา “ร้อยละ 0” (Zero Rate VAT) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการส่งออกที่สำคัญของประเทศ

ความสำคัญของ VAT 0% สำหรับผู้ส่งออก:

การที่ผู้ส่งออกได้รับสิทธิ VAT 0% หมายความว่า:

  1. ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อต่างประเทศ: ทำให้ราคาสินค้า/บริการของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยไม่มีภาระ VAT ไปบวกเพิ่ม
  2. สามารถขอคืนภาษีซื้อได้: ผู้ส่งออกยังคงสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT และสามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการที่ใช้ในการผลิต/จัดหาสินค้าเพื่อการส่งออกนั้นไปขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

VAT 0% ของการส่งออกเป็นอย่างไร?

คำนิยามการส่งออกตามกฎหมาย VAT:

การส่งออกสินค้าหรือบริการที่ได้รับ VAT 0% ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยนั้นครอบคลุมหลายกรณี ไม่ใช่แค่การนำสินค้าออกนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง:

  1. การส่งออกสินค้า:

    • นำสินค้าออกนอกราชอาณาจักร: หมายถึงการที่สินค้าได้ถูกส่งจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศจริง
    • สินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร: การขายสินค้าระหว่างผู้ประกอบการที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนด้วยกัน หรือระหว่างผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรด้วยกัน หรือขายจากผู้ประกอบการในราชอาณาจักรไปยังผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร (ถือเป็นการส่งออกทางอ้อม)
  2. การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (บริการส่งออก):

    • เป็นบริการที่ผู้ให้บริการอยู่ในประเทศไทย แต่ผู้รับบริการและประโยชน์จากการบริการนั้นเกิดขึ้นหรือนำไปใช้ในต่างประเทศ
    • ตัวอย่าง:
      • บริษัทไทยให้บริการที่ปรึกษาด้านกฎหมายแก่บริษัทต่างชาติที่ไม่มีสาขาในไทย
      • บริษัทไทยให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์แก่ลูกค้าในยุโรป
      • บริษัทไทยให้บริการออกแบบกราฟิกสำหรับสื่อโฆษณาที่ใช้ในต่างประเทศ
      • บริษัทไทยให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ (เช่น สายการบิน, เรือเดินทะเล)
  3. การขายสินค้าหรือการให้บริการบางประเภทเฉพาะเจาะจง:

    • การขายสินค้าหรือบริการให้แก่องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานทูต สถานทำการกงสุล
    • การขายสินค้าหรือบริการแก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

ทำอย่างไรจึงจะถูกกฎหมายและได้รับสิทธิ์ VAT 0% อย่างถูกต้อง?

เพื่อให้การส่งออกของคุณได้รับสิทธิ VAT 0% อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้ คุณต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมีเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนและน่าเชื่อถือดังนี้:

หลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการส่งออก:

  1. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม: ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดา หากประกอบกิจการส่งออก คุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ยื่นแบบ ภ.พ.01) กับกรมสรรพากร
  2. ออกใบกำกับภาษี: สำหรับการส่งออกที่ได้รับ VAT 0% ผู้ส่งออกจะต้องออก “ใบกำกับภาษี” โดยระบุอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น “0%” อย่างชัดเจนในใบกำกับภาษี
  3. จัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ: ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย (บันทึกรายรับที่ได้ VAT 0%) และรายงานภาษีซื้อ (บันทึกภาษีซื้อที่เกิดจากการดำเนินงาน) ตามระเบียบกรมสรรพากร
  4. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30): ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้ว่าจะไม่มีภาษีขายที่ต้องชำระ แต่เป็นไปเพื่อแสดงรายการภาษีซื้อที่เกิดขึ้นและใช้สิทธิขอคืน

เอกสารหลักฐานสำคัญสำหรับการส่งออกสินค้า:

เอกสารเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการยืนยันสิทธิ์ VAT 0% ของการส่งออก และใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอคืนภาษีซื้อ:

  1. ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration):

    • เป็นเอกสารหลักฐานที่สำคัญที่สุดที่ยืนยันว่าสินค้าได้ถูกนำออกไปนอกราชอาณาจักรจริง
    • ออกโดยกรมศุลกากร หลังจากมีการผ่านพิธีการศุลกากรเรียบร้อยแล้ว
    • ต้องมีข้อมูลตรงกับสินค้าที่ส่งออก เช่น ประเภทสินค้า, ปริมาณ, มูลค่า
  2. ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice):

    • เอกสารที่ผู้ส่งออกออกให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ แสดงรายละเอียดสินค้า, ปริมาณ, ราคา, และเงื่อนไขการขาย
    • ควรระบุเงื่อนไขการชำระเงิน และเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) ให้ชัดเจน
  3. ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading – B/L) หรือ Air Waybill (AWB):

    • เอกสารที่ออกโดยบริษัทขนส่ง (สายเรือ หรือ สายการบิน) ยืนยันว่ามีการรับสินค้าไปเพื่อขนส่งยังจุดหมายปลายทางในต่างประเทศ
    • ถือเป็นหลักฐานการส่งมอบและเคลื่อนย้ายสินค้าออกนอกประเทศ
  4. หลักฐานการรับเงิน (Proof of Payment):

    • เอกสารยืนยันว่าได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ เช่น Bank Statement แสดงการโอนเงินเข้า, เอกสารการชำระเงินผ่านระบบธนาคาร/ระบบการเงินระหว่างประเทศ (Swift Code, TT Slip)
    • หากเป็นการขายผ่านตัวแทน/นายหน้าในต่างประเทศ ก็ควรมีหลักฐานการรับเงินจากตัวแทน/นายหน้านั้น
การส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ VAT 0%
การส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ VAT 0%
กรณีส่งสินค้าทางไปรษณีย์ เพื่อได้รับสิทธิ VAT 0%
กรณีส่งสินค้าทางไปรษณีย์ เพื่อได้รับสิทธิ VAT 0%

เอกสารหลักฐานเพิ่มเติม (ขึ้นอยู่กับกรณี):

  • Packing List: แสดงรายละเอียดการบรรจุหีบห่อของสินค้า
  • Sales Contract/Purchase Order: สัญญาซื้อขายหรือคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศ
  • เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin – C/O): ถ้ามีการขอเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร
  • เอกสารจากหน่วยงานเฉพาะกิจ (เช่น กรมปศุสัตว์, อย.): สำหรับสินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก

สำหรับการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (บริการส่งออก):

  • สัญญาให้บริการ: ระบุวัตถุประสงค์และขอบเขตของบริการที่ชัดเจน และระบุว่าผู้รับบริการอยู่ในต่างประเทศ
  • หลักฐานการให้บริการ: เอกสารแสดงว่ามีการให้บริการจริง เช่น รายงานการทำงาน, อีเมลสื่อสาร, ผลลัพธ์ของงาน
  • หลักฐานการรับเงิน: แสดงการรับเงินจากลูกค้าในต่างประเทศ
  • เอกสารยืนยันการนำผลบริการไปใช้ในต่างประเทศ: แม้จะยาก แต่หากมีหลักฐานว่าผลของบริการถูกนำไปใช้ในต่างประเทศจริง (เช่น การโฆษณาที่แสดงในต่างประเทศ) ก็จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ

การขายสินค้าโดยการส่งออก ซึ่งได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 (VAT 0%) นั้น มีหลักเกณฑ์ในการคิด “ฐานภาษี” ที่แตกต่างจากการขายในประเทศเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการส่งออกและหลักการภาษีสากล

ความหมายของ “ฐานภาษี” สำหรับ VAT 0% การส่งออก

ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม “ฐานภาษี” (Tax Base) คือ มูลค่าที่ใช้ในการคำนวณภาษี ในกรณีการส่งออกสินค้าที่ได้รับ VAT 0% ฐานภาษีก็คือ มูลค่าสินค้าส่งออกที่แท้จริง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) และข้อกำหนดของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร

หลักเกณฑ์การคิดฐานภาษีสำหรับการส่งออกสินค้า (VAT 0%)

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/1 กำหนดให้ฐานภาษีสำหรับการส่งออกสินค้าให้ถือเอา มูลค่าของสินค้าส่งออก ดังนี้:

1. กรณีการส่งออกทั่วไป (สินค้าที่ออกจากด่านศุลกากร):

ฐานภาษีคือ “ราคา FOB (Free on Board)” ของสินค้าส่งออกนั้น

  • ราคา FOB คืออะไร?
    • ราคา FOB คือ มูลค่าของสินค้า ณ ท่าเรือหรือสนามบินที่ส่งออก โดยราคานี้จะรวมค่าสินค้า ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าไปที่ท่าเรือ/สนามบิน และค่าใช้จ่ายในการบรรทุกสินค้าขึ้นเรือหรือเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว แต่ยัง ไม่รวม ค่าประกันภัยและค่าระวางขนส่ง (Freight) หลังจากสินค้าขึ้นเรือ/เครื่องบินแล้ว
    • ทำไมต้องเป็น FOB? ราคา FOB เป็นจุดที่ผู้ส่งออกมีภาระสิ้นสุดในการนำส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อ ณ ท่าเรือ/สนามบินส่งออก และเป็นราคาที่สามารถใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีอากรขาออก (ถ้ามี) และภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกได้ง่าย
ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก สำหรับภาษี VAT 0%
ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก สำหรับภาษี VAT 0%
ตัวอย่างการคำนวณฐานภาษี (ราคา FOB):

สมมติว่าคุณขายสินค้าให้ลูกค้าที่ต่างประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ราคาสินค้า ณ หน้าโรงงาน (Ex-Works Price) = 100,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากโรงงานไปท่าเรือ = 5,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าบรรทุกขึ้นเรือ = 2,000 บาท
  • ค่าระวางขนส่ง (Freight) จากท่าเรือไทยไปต่างประเทศ = 10,000 บาท
  • ค่าประกันภัยสินค้า = 1,000 บาท
ฐานภาษีสำหรับการคำนวณ VAT 0% คือราคา FOB:
  • ราคา FOB = ราคาสินค้า + ค่าใช้จ่ายถึงบนเรือ/เครื่องบิน
  • ราคา FOB = 100,000 + 5,000 + 2,000 = 107,000 บาท
  • ดังนั้น ฐานภาษีสำหรับการคำนวณ VAT 0% คือ 107,000 บาท

สำคัญ: ค่าระวางขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัยที่เกิดขึ้น หลังจาก สินค้าขึ้นเรือ/เครื่องบินแล้ว จะ ไม่ถูกรวม อยู่ในฐานภาษี FOB สำหรับ VAT 0%

2. กรณีการส่งออกที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นการส่งออกเฉพาะบางประเภท (เทียบเท่าการส่งออก):

สำหรับกรณีเหล่านี้ ฐานภาษีคือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ซื้อขายกันจริง ซึ่งจะเป็นไปตามใบกำกับสินค้าหรือสัญญา:

  • การขายสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือในเขตปลอดอากร (Free Zone):
    • ฐานภาษีคือ มูลค่าที่ซื้อขายกันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันในเขตนั้นๆ
  • การให้บริการในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ (บริการส่งออก):
    • ฐานภาษีคือ ค่าบริการที่ตกลงกันตามสัญญาหรือใบแจ้งหนี้

ตัวอย่าง:

  • บริษัทไทยให้บริการออกแบบเว็บไซต์แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ได้รับค่าบริการ 5,000 USD
  • ฐานภาษี VAT 0% คือ 5,000 USD (แปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดสิทธิภาษี)

การแสดงฐานภาษีในใบกำกับภาษี (VAT 0%)

เมื่อออกใบกำกับภาษีสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกจะต้องระบุดังนี้:

  1. ยอดรวมมูลค่าสินค้า/บริการ: คือยอดรวมตามราคาที่ตกลงกัน
  2. ระบุฐานภาษี: แยกยอดเงินที่เป็นฐานภาษีสำหรับการส่งออก (เช่น ราคา FOB)
  3. ระบุภาษีมูลค่าเพิ่ม: ระบุเป็น “0%”
  4. ระบุสาเหตุ: อาจระบุเหตุผลว่า “เป็นสินค้าส่งออกตามมาตรา 80/1 (1)” หรือ “เป็นบริการที่ใช้ในต่างประเทศตามมาตรา 80/1 (2)” เพื่อความชัดเจน
การจัดทำใบกำกับภาษี สำหรับภาษี VAT 0%
การจัดทำใบกำกับภาษี สำหรับภาษี VAT 0%
การจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก
การจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก

ข้อควรระวังในการคิดฐานภาษี VAT 0%

  • เอกสารหลักฐาน: การกำหนดฐานภาษีที่ถูกต้องต้องอ้างอิงจากเอกสารประกอบการส่งออกที่ครบถ้วนและสอดคล้องกัน เช่น ใบขนสินค้าขาออก, Commercial Invoice, Bill of Lading
  • เงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms): ต้องทำความเข้าใจ Incoterms ที่ใช้ในการซื้อขายให้ดี เพราะมีผลต่อการกำหนดราคา FOB และความรับผิดชอบในค่าใช้จ่าย
    • หากใช้เงื่อนไข Ex-Works (EXW) หรือ FCA (Free Carrier) ผู้ส่งออกมีหน้าที่รับผิดชอบน้อยกว่า FOB ดังนั้นต้องบวกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจนถึงจุด FOB เพื่อให้ได้ฐานภาษีที่ถูกต้อง
    • หากใช้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance, Freight) หรือ CFR (Cost and Freight) ราคาที่ตกลงกันจะรวมค่าประกันและค่าระวางแล้ว ซึ่งส่วนนี้จะต้อง “หักออก” เพื่อให้ได้ราคา FOB ที่เป็นฐานภาษี VAT
  • อัตราแลกเปลี่ยน: หากการซื้อขายเป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กรมสรรพากรกำหนด (อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ณ วันที่เกิดภาระภาษี) เพื่อแปลงเป็นเงินบาทในการคำนวณฐานภาษี

การคำนวณฐานภาษีสำหรับการส่งออกที่ได้รับ VAT 0% เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้อง และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้อย่างไม่มีปัญหา

กรณีที่ไม่ได้รับสิทธิ VAT 0%
กรณีที่ไม่ได้รับสิทธิ VAT 0%

ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม:

  • การเก็บรักษาเอกสาร: เก็บรักษาเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไว้ให้เป็นระบบและครบถ้วนตามกฎหมายไม่น้อยกว่า 5 ปี (เผื่อกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ)
  • การบันทึกบัญชี: บันทึกรายรับจากการส่งออกเป็น “รายรับที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0%” ในระบบบัญชี
  • การยื่นขอคืนภาษีซื้อ: หากมีภาษีซื้อที่มากกว่าภาษีขาย (กรณีส่งออก) ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอคืนภาษีซื้อได้ในแบบ ภ.พ.30 โดยกรมสรรพากรจะทำการตรวจสอบหลักฐานก่อนอนุมัติการคืนเงิน
  • การตรวจสอบโดยสรรพากร: กรมสรรพากรจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดสำหรับการขอคืนภาษีซื้อ โดยเฉพาะกรณีส่งออก หากหลักฐานไม่ชัดเจน อาจถูกปฏิเสธการคืนภาษี หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้
  • คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การส่งออกและกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องอาจมีความซับซ้อน ควรปรึกษาผู้สอบบัญชี หรือที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งออก เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัตินั้นถูกต้องและครบถ้วนตามกฎหมาย

การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และจัดเตรียมเอกสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกได้รับสิทธิประโยชน์ VAT 0% อย่างเต็มที่ และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและถูกกฎหมายค่ะ

ติดต่อ AccProTax ได้เลยวันนี้

AccProTax พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการจดทะเบียนแบบครบวงจร

✅ ฟรี! ให้คำแนะนำเบื้องต้น
✅ มีแพ็กเกจรายเดือน ปิดงบ รายปี
✅ ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจริง พร้อมให้บริการธุรกิจ SME ทุกประเภท

✅ ฟรีคำปรึกษาเบื้องต้น
✅ ดูแลเอกสารให้ครบ จดเสร็จในไม่กี่วัน
📧 อีเมล: accprotax@gmail.com
📞 โทร: 02-124-3062
LineOA: @accprotax

บริษัทแอคโปรแท็ค จำกัด รับทำบัญชี
เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ

เรามีทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีและเชี่ยวชาญด้านวางแผนภาษีอากรอย่างสูงรับประกันธุรกิจของท่านจะได้การดูแล และประหยัดการเสียภาษีสูงสุด ยินดีให้คำปรึกษาสอบถามบริการ

แชร์บทความนี้ :
ค้นหา
สำนักงานบัญชี
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือคำปรึกษา

ติดต่อทีมงานของเราได้ทุกเมื่อเรายินดีให้บริการคุณอย่างเต็มที่