ค่าปรับทางภาษีแต่ละประเภท มีอะไรบ้าง!?

ข้อควรทราบ: เงินเพิ่ม: เป็นเบี้ยปรับที่คำนวณจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม หรือชำระภาษีล่าช้า โดยคิดเป็นอัตราร้อยละต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) สูงสุดไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ: เป็นบทลงโทษที่กำหนดเป็นอัตราร้อยละของจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม หรือตามจำนวนภาษีที่แสดงไว้ในแบบ ค่าปรับอาญา: เป็นโทษปรับตามกฎหมายอาญา ที่กำหนดเป็นจำนวนเงิน โดยไม่มีการคำนวณจากยอดภาษี แต่ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด และอาจมีโทษจำคุกร่วมด้วย ประเภทค่าปรับทางภาษีที่พบบ่อยของกรมสรรพากร 1. ค่าปรับในกรณี “ยื่นแบบฯ เกินกำหนดเวลา” (ล่าช้า) เงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91): ยื่นล่าช้า แต่มีภาษีต้องชำระ: เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระ นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาจนถึงวันชำระภาษี แต่สูงสุดไม่เกินจำนวนภาษี เบี้ยปรับ (อาญา): 1. ยื่นเกินกำหนด 1-7 วัน (ไม่เกิน 7 วัน) ไม่ต้องเสียค่าปรับอาญา (ม.67 ตรี) 2. ยื่นเกิน 7 วัน และมีภาษีต้องชำระ เสียค่าปรับ 200 บาท ยื่นล่าช้า แต่ไม่มีภาษีต้องชำระ […]

รวมประเด็นปัญหา เงินเข้าบัญชีธนาคารที่ถูกนำส่งข้อมูลกรมสรรพากร

รายละเอียดของเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ถูกนำส่งข้อมูลแก่สรรพากร ในประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับรายการเงินฝากเข้าบัญชีของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลให้กับกรมสรรพากร เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาษีและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี การนำส่งข้อมูลนี้มีผลบังคับใช้ตาม มาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยให้สรรพากรสามารถตรวจสอบรายได้ของผู้เสียภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลอะไรบ้างที่ธนาคารนำส่งให้สรรพากร? ข้อมูลที่ธนาคารนำส่งจะจำแนกตามประเภทของบัญชีและจำนวนครั้ง/ยอดเงินที่เข้าบัญชี ดังนี้: 1.สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั่วไป: จำนวนครั้ง: 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่จำกัดยอดรวม) ยอดรวม: 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวม 2,000,000 บาทขึ้นไป หมายเหตุ: หากยอดเงินเข้าบัญชีไม่เข้าข่ายเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งข้างต้น ธนาคารจะยังไม่นำส่งข้อมูลให้สรรพากร 2.ข้อมูลรายละเอียดที่ถูกนำส่ง: เมื่อเข้าเงื่อนไขข้างต้น ธนาคารจะนำส่งข้อมูลพื้นฐานของบัญชีและรายการเดินบัญชี (Statement) ในส่วนของเงินเข้าบัญชี ได้แก่: เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร / เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน: ของเจ้าของบัญชี ชื่อ-นามสกุล / ชื่อกิจการ: ของเจ้าของบัญชี เลขที่บัญชีธนาคาร: บัญชีที่เข้าเงื่อนไข จำนวนยอดเงินรวมที่รับโอนเข้าบัญชี: ในรอบปีปฏิทินนั้นๆ จำนวนครั้งรวมที่รับโอนเข้าบัญชี: ในรอบปีปฏิทินนั้นๆ ประเภทบัญชี: เช่น ออมทรัพย์, กระแสรายวัน ธนาคารนำส่งข้อมูลเมื่อไหร่? ธนาคารจะนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ปีละ […]

เทคนิคเปลี่ยน”บิลเงินสด” ให้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ สรรพากรถูกใจ ไร้ปัญหาภาษีย้อนหลัง!

ปัญหาที่มักเจอบ่อยเกี่ยวกับบิลเงินสดที่มีรายละเอียดไม่ครบถ้วน และไม่ถูกหลักสรรพากรยอมรับ มีดังนี้ค่ะ รายละเอียดไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย บิลต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย, วันเดือนปีที่ออกบิล, รายละเอียดสินค้า/บริการ, จำนวน, ราคาต่อหน่วย, ราคารวม, เลขที่บิล, หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้ามี) หากขาดข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป จะทำให้บิลนั้นไม่สมบูรณ์และอาจถูกปฏิเสธ ไม่มีลายเซ็นหรือเครื่องหมายรับรอง บิลควรมีลายเซ็นหรือเครื่องหมายรับรองของผู้ขายเพื่อแสดงความถูกต้อง หากไม่มี ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกมองว่าไม่เป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย บิลไม่มีเลขที่บิลชัดเจน จัดทำบิลแบบต่อเนื่อง พร้อมหมายเลขประจำเพื่อความชัดเจนในการบันทึกบัญชีและตรวจสอบได้ง่าย เป็นบิลปลอม, ปรับแต่ง, หรือแก้ไขข้อมูลทีหลัง การปรับเปลี่ยนข้อมูลในบิลโดยไม่ระบุให้ชัดเจน หรือลักลอบแก้ไขข้อมูล ทำให้เอกสารนั้นไม่น่าเชื่อถือและถูกปฏิเสธได้ บิลที่ออกนอกขอบเขตของกฎหมาย (เช่น ให้บิลในรูปแบบผิดกฎหมาย) เช่น กล่องบิลมีการทำลาย ลบหรือเขียนทับข้อมูลโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ระบุรายละเอียดของสินค้า/บริการอย่างชัดเจน ควรระบุชื่อสินค้า/บริการ จำนวน ราคาต่อหน่วย รวมเป็นราคาสุดท้าย เพื่อความชัดเจนในการตรวจสอบ ขาดหลักฐานสนับสนุนหรือการรั่วไหลของข้อมูลผิดพลาด เช่น ไม่มีใบเสร็จรับเงิน, ไม่มีภาพถ่ายหรือหลักฐานการส่งมอบสินค้า/บริการ   คำแนะนำเพื่อให้บิลเงินสดเป็นที่ยอมรับของสรรพากร ทำบิลให้ครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย เก็บรักษาบิลและเอกสารประกอบอย่างดี ออกบิลด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมออกบิลที่ได้มาตรฐานและเข้ากับกฎหมาย การเปลี่ยน “บิลเงินสด” เป็น […]

เทคนิคทำเอกสารที่ใช้ประกอบค่าใช้จ่ายของกิจการ ถูกใจสรรพากร

การทำเอกสารประกอบรายการค่าใช้จ่ายของกิจการให้ถูกต้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบันทึกบัญชีและการบริหารภาษีที่ดี เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของรายจ่าย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (หรือบุคคลธรรมดาสำหรับกิจการส่วนตัว) และการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หลักการสำคัญของเอกสารประกอบรายจ่ายที่ถูกต้องตามสรรพากร ก่อนจะลงรายละเอียดเทคนิคและประเภทเอกสาร ควรเข้าใจหลักการพื้นฐานที่สรรพากรใช้พิจารณาความสมบูรณ์ของรายจ่าย: ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยเฉพาะ (Actual & Business Related): รายจ่ายนั้นต้องเกิดขึ้นจริง และมุ่งหมายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยตรง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือพนักงาน ต้องไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร: มีรายจ่ายบางประเภทที่กฎหมายกำหนดว่าห้ามนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี เช่น เงินสำรอง, เงินทุน, ค่ารับรองที่เกินกว่าเกณฑ์, รายจ่ายที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ เป็นต้น ต้องมีหลักฐานประกอบการลงบัญชีที่ครบถ้วนและถูกต้อง: นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคนิคและประเภทเอกสารต่อไป สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ (Traceability): สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่ออะไร จ่ายให้ใคร และจ่ายด้วยวิธีใด ประเภทเอกสารที่ใช้ประกอบรายการค่าใช้จ่ายของกิจการ เอกสารประกอบรายจ่ายแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของค่าใช้จ่ายและผู้รับเงิน: เอกสารจากภายนอก (External Documents): เป็นเอกสารที่ได้รับจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ใบกำกับภาษี (Tax Invoice): สำคัญที่สุด สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะใช้เป็นหลักฐานในการขอภาษีซื้อคืน/ขอเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลสำคัญที่ต้องมี: คำว่า “ใบกำกับภาษี” อย่างชัดเจน ชื่อ, ที่อยู่, […]

สรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่พบบ่อยๆ มีอะไรบ้าง?! ทำถูกต้องตรงใจสรรพากร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax – WHT) เป็นกลไกสำคัญในระบบภาษีของประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเก็บภาษี และลดภาระภาษีก้อนใหญ่ของผู้มีเงินได้ตอนสิ้นปี ความหมายของภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax – WHT) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า ณ เวลาที่มีการจ่ายเงินได้ ตามประเภทของเงินได้ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ที่จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีส่วนหนึ่งไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ผู้รับ และนำส่งภาษีที่หักไว้ดังกล่าวให้กับกรมสรรพากร กลไกการทำงานและความสำคัญ: ผู้จ่ายเงิน (Payer): โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายคือ นิติบุคคล (เช่น บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, มูลนิธิ, สมาคม) หรือหน่วยงานของรัฐ ที่ทำการจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เงินที่จ่ายออกไปนี้ถือเป็น “รายจ่าย” ของผู้จ่าย ผู้รับเงิน (Recipient): คือ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ที่เป็นผู้ได้รับเงินได้นั้นๆ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย […]

4 เรื่องควรระวัง “เอกสารบันทึกบัญชี” เชื่อถือได้หลักบัญชี สรรพากรยอมรับ

1. เอกสารบันทึกบัญชีต้องมีเนื้อหาสาระ วัตถุประสงค์ ที่เกิดขึ้นครบถ้วน ชัดเจน เอกสารและบันทึกบัญชีเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงการดำเนินงานทางการเงินขององค์กร การที่เอกสารเหล่านี้มี เนื้อหาสาระ วัตถุประสงค์ ที่เกิดขึ้นครบถ้วน ชัดเจน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการตรวจสอบจากกรมสรรพากร ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ ทำไมเอกสารบันทึกบัญชีต้องมีเนื้อหาสาระ วัตถุประสงค์ ที่เกิดขึ้นครบถ้วน ชัดเจน? เพื่อให้เอกสารบันทึกบัญชีมีความน่าเชื่อถือต่อการตรวจสอบจากกรมสรรพากร และสามารถใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง เอกสารจะต้องมีคุณสมบัติหลัก 3 ประการคือ ความครบถ้วน (Completeness), ความชัดเจน (Clarity), และวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง (Legitimate Purpose) 1. ความครบถ้วน (Completeness): หมายถึง: การที่บันทึกและเอกสารประกอบการลงบัญชีมีข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจรายการนั้นๆ เช่น วันที่: วันที่ที่เกิดรายการ (ไม่ใช่แค่วันที่บันทึก) ผู้ที่เกี่ยวข้อง: ใครเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ รายละเอียดรายการ: สินค้าหรือบริการที่ซื้อขายคืออะไร จำนวนเท่าไร หน่วยละเท่าไร จำนวนเงิน: ยอดเงินที่รับหรือจ่ายไปทั้งหมด เอกสารอ้างอิง: เลขที่ใบเสร็จ, เลขที่ใบกำกับภาษี, เลขที่เช็ค, […]

ความหมายและหน้าที่ระหว่างผู้ถือหุ้น vs กรรมการ

ในโครงสร้างของบริษัท (นิติบุคคล) บทบาทของ ผู้ถือหุ้น และ กรรมการบริษัท มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด แต่ก็มีหน้าที่และอำนาจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ ความหมายและหน้าที่ 1. ผู้ถือหุ้น (Shareholders) ความหมาย: คือ เจ้าของบริษัท หรือผู้ลงทุนในบริษัทนั้นๆ การเป็นผู้ถือหุ้น หมายถึง การมีส่วนเป็นเจ้าของในสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ ผู้ถือหุ้นจะมีความรับผิดชอบจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ (ในกรณีที่บริษัทยังเรียกเก็บค่าหุ้นไม่ครบ) หน้าที่หลักและอำนาจ: ลงทุนในบริษัท: จัดหาทุนให้แก่บริษัทผ่านการซื้อหุ้น แต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ: มีอำนาจสูงสุดในการเลือกและปลดกรรมการออกจากตำแหน่ง อนุมัติเรื่องสำคัญของบริษัท: เช่น การแก้ไขข้อบังคับบริษัท, การเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียน, การอนุมัติงบการเงินประจำปี, การอนุมัติการจ่ายเงินปันผล, การควบรวมกิจการ, การเลิกบริษัท เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น: มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถือ ได้รับเงินปันผล: มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในรูปของเงินปันผล หากบริษัทมีกำไรและที่ประชุมอนุมัติให้จ่าย 2. กรรมการบริษัท (Directors / Board of Directors) ความหมาย: คือ ผู้บริหารหรือผู้จัดการบริษัท ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลและดำเนินกิจการของบริษัทตามวัตถุประสงค์และนโยบายที่กำหนดไว้ กรรมการไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นก็ได้ (แต่ส่วนใหญ่ในบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง กรรมการมักจะเป็นผู้ถือหุ้นด้วย) หน้าที่หลักและอำนาจ: […]

5 เทคนิควางแผนธุรกิจแบบมือโปร ลดภาษีได้จริง ถูกกฎหมาย 100%

1. วางแผนแบ่งเงินเดือน / โบนัสกรรมการให้เหมาะสม การวางแผนภาษีโดยการแบ่งจ่ายเงินเดือนหรือโบนัสกรรมการอย่างเหมาะสม เป็นกลยุทธ์ที่หลายบริษัทนิยมใช้เพื่อช่วยประหยัดภาษีทั้งในส่วนของบริษัทเองและกรรมการด้วย อย่างไรก็ตาม การวางแผนนี้ต้องทำอย่างรัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เข้าข่ายการหลีกเลี่ยงภาษีโดยมิชอบ หลักการสำคัญ คือ การใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ระหว่าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ที่บริษัทต้องเสียจากกำไร) และ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ที่กรรมการต้องเสียจากเงินเดือน/โบนัส) รวมถึงการพิจารณา ค่าใช้จ่ายที่หักได้ และ ค่าลดหย่อน ต่างๆ แนวคิดหลักในการวางแผนภาษี ประโยชน์จากการหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท: เงินเดือนและโบนัสที่จ่ายให้กรรมการ ถือเป็น ค่าใช้จ่ายของบริษัท ซึ่งสามารถนำมาหักออกจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทได้โดยไม่มีข้อจำกัด (ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและสมเหตุสมผล) การจ่ายเงินเดือน/โบนัสเพิ่มขึ้น จะทำให้ กำไรของบริษัทลดลง และส่งผลให้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทต้องเสียลดลง การพิจารณาอัตราภาษี: ภาษีเงินได้นิติบุคคล: อัตราทั่วไปคือ 20% แต่สำหรับ SME (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะมีอัตราพิเศษที่ต่ำกว่า (เช่น 0% สำหรับกำไร 0-300,000 บาท, 15% สำหรับ […]

ระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสาร ทางบัญชีและภาษี

การเก็บรักษาเอกสารทางบัญชีและภาษีเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อถูกเรียก หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษี การไม่ปฏิบัติตามอาจมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสารทางบัญชีและภาษีตามหลักกฎหมาย โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายกำหนดให้เก็บรักษาเอกสารทางบัญชีและภาษีเป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถขยายได้ถึง 7 ปี หากมีกรณีที่กรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอ 1. ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดไว้ ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชี“ การขยายระยะเวลา: หากมีเหตุอันควร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจสั่งให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เกิน 5 ปี แต่ ไม่เกิน 7 ปี ก็ได้ ประเภทเอกสารที่ต้องเก็บรักษา สมุดบัญชีต่างๆ เช่น สมุดรายวัน (ซื้อ, ขาย, รับ, จ่าย), สมุดบัญชีแยกประเภท, สมุดบัญชีคุมสินค้า เอกสารประกอบการลงบัญชี เช่น เอกสารที่ใช้บันทึกรายการในสมุดบัญชี เช่น ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี […]

ขายของออนไลน์ ควรยื่นภาษีให้ถูกต้อง ปลอดภัยจากสรรพากร

ภาษีสำหรับการขายออนไลน์ ถือเป็นภาษีเงินได้จากการขาย หรือ เงินได้ประเภทที่ 8 ♥ ต้องยื่นภาษีประจำปีและภาษีครึ่งปี (ปีละ 2 ครั้ง) ♥ การหักค่าใช้จ่ายมี 2 แบบ 1.หักแบบเหมา 60% 2.หักตามจริง (ต้องแจกแจงค่าใช้จ่าย) การขายของออนไลน์ในประเทศไทยถือเป็น “เงินได้” ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีตามกฎหมาย ซึ่งมีโครงสร้างภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้อง 2 แบบใหญ่ๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการประกอบกิจการและรายได้ที่เกิดขึ้น รวมถึงภาษีอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง โครงสร้างภาษีจากเงินได้ของการขายของออนไลน์ โครงสร้างภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์ในประเทศไทย มี 2 แบบ ขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ: 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax – PIT) ผู้ที่ต้องเสีย: บุคคลธรรมดา, คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล, ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ขายของออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากรูปแบบนี้) ประเภทเงินได้: รายได้จากการขายของออนไลน์ จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมิน มาตรา 40(8) (เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่น […]