ขั้นตอนการทำลายสินค้า กรณีเป็นสินค้าของเสีย สินค้าเสื่อมสภาพ และสินค้าล้าสมัย

สินค้าของเสีย สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าล้าสมัย ถือเป็นทรัพย์สินของกิจการที่ต้องถูกตัดจำหน่ายออกจากบัญชี และจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อให้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มหากมีการนำไปจำหน่ายหรือบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ขั้นตอนโดยละเอียดที่สรรพากรยอมรับได้ มีดังนี้ค่ะ หลักการสำคัญ การทำลายสินค้าที่สรรพากรยอมรับได้ มีหลักการสำคัญคือ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่โปร่งใส ชัดเจน และสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายจริง โดยมีเจตนาเพื่อลดความเสียหายของธุรกิจ และไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ขั้นตอนการทำลายสินค้าที่ถูกต้องตามหลักสรรพากร รายละเอียดสินค้าที่จะทำลายให้เป็นไปตามเงื่อนไขสรรพากร การทำลายสินค้าเป็นกระบวนการสำคัญที่ธุรกิจต้องให้ความใส่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการสต็อก แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักเกณฑ์ทางภาษีที่กรมสรรพากรกำหนด หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ไม่สามารถนำมูลค่าสินค้าที่ทำลายไปหักเป็นค่าใช้จ่าย หรืออาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพื่อให้คุณเข้าใจว่าสินค้าแบบไหนที่เข้าเงื่อนไขการทำลายตามหลักเกณฑ์สรรพากร ผมสรุปรายละเอียดสำคัญมาให้ดังนี้ค่ะ 1. เหตุผลที่สมเหตุสมผลในการทำลายสินค้า สรรพากรจะพิจารณาเหตุผลในการทำลายสินค้าเป็นอันดับแรกว่ามีความสมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหรือไม่ โดยทั่วไป สินค้าที่เข้าข่ายการทำลายด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้มีดังนี้: สินค้าหมดสภาพ เสื่อมคุณภาพ หรือล้าสมัย: สินค้าหมดอายุ: เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง ที่มีวันหมดอายุระบุชัดเจนและพ้นกำหนดแล้ว สินค้าเสื่อมคุณภาพ: เช่น สินค้าที่เสีย ชำรุด แตกหัก ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือคุณภาพลดลงจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด สินค้าล้าสมัย: เช่น เสื้อผ้าตามฤดูกาล สินค้าอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่าที่ตกรุ่นไปแล้ว หรือสินค้าที่มีเทคโนโลยีเก่าจนไม่สามารถขายได้ สินค้าที่ถูกเรียกคืน (Recall): […]

รายจ่ายเกี่ยวข้องกับรถยนต์ อะไรเบิกได้ เบิกไม่ได้

รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเป็นประเด็นที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญในการตรวจสอบอย่างมาก เนื่องจากมักมีการปะปนระหว่างการใช้งานส่วนตัวและการใช้งานเพื่อกิจการ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่และถูกต้องตามหลักกรมสรรพากร ต้องพิจารณาประเภทของรถยนต์และลักษณะของรายจ่ายอย่างละเอียดค่ะ หลักการสำคัญในการหักรายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ก่อนลงรายละเอียดรายจ่ายแต่ละประเภท มีหลักการทั่วไปที่ต้องยึดถือ: ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง: ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะเท่านั้น (มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร) หากมีการใช้งานส่วนตัวปะปนอยู่ รายจ่ายส่วนนั้นจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องมีหลักฐานประกอบการลงบัญชีที่สมบูรณ์: เช่น ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษีเต็มรูป (สำหรับรายจ่ายที่ต้องการหักภาษีซื้อ), สัญญา, บันทึกการเดินทาง เป็นต้น (มาตรา 65 ตรี (13)) ประเภทของรถยนต์มีผลอย่างมาก: กรมสรรพากรจะแยกพิจารณาระหว่าง รถยนต์นั่งส่วนบุคคล กับ รถยนต์บรรทุก/รถยนต์โดยสารสาธารณะ ประเภทของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่สามารถเบิกได้ (เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางภาษี) จะแบ่งตามประเภทของรถยนต์และลักษณะของค่าใช้จ่าย: A. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ “รถยนต์นั่งส่วนบุคคล” (ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์) คำจำกัดความ (โดยทั่วไป): รถเก๋ง, รถกระบะ 4 ประตู หรือรถ SUV ที่มีที่นั่งเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 12 […]

ข้อดีและข้อเสีย การเปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคลของกิจการ

การตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารสำหรับบริษัทว่าจะเป็นบัญชีเดียวหรือหลายบัญชีนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาด ลักษณะการดำเนินงาน และนโยบายการบริหารจัดการของแต่ละกิจการ โดยมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ การเปิดบัญชีธนาคารแบบ “บัญชีเดียว” สำหรับบริษัท คือ การที่บริษัทมีบัญชีธนาคารหลักเพียงบัญชีเดียวเพื่อรองรับธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ทั้งรายรับและรายจ่าย ข้อดี (Pros): ความง่ายในการบริหารจัดการ: ลดความซับซ้อน: มีบัญชีเดียวให้ดูแล ทำให้การบันทึกบัญชี, การกระทบยอด, และการตรวจสอบกระแสเงินสดทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ลดภาระธุรการ: ลดเอกสารที่ต้องจัดการ เช่น สมุดบัญชี, รายการเดินบัญชี (Statement), บัตรเดบิต/เครดิต ที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ประหยัดค่าธรรมเนียม: มีโอกาสเสียค่าธรรมเนียมธนาคารน้อยกว่า (เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี, ค่าธรรมเนียมการโอนข้ามธนาคาร) ภาพรวมทางการเงินที่ชัดเจน: สามารถเห็นภาพรวมของสภาพคล่องเงินสดทั้งหมดของบริษัทได้ทันที โดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายบัญชี ง่ายต่อการตัดสินใจทางการเงินเร่งด่วน สะดวกในการประสานงานกับผู้สอบบัญชี/สรรพากร (ในเบื้องต้น): มีจุดเดียวให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ทำให้การตรวจสอบกระแสเงินสดทำได้ง่าย ข้อมูลเงินเข้าที่ธนาคารนำส่งสรรพากร (ตามมาตรา 3 สัตต) มาจากบัญชีเดียว ทำให้การติดตามข้อมูลอาจดูตรงไปตรงมา ข้อเสีย (Cons): ขาดการแบ่งแยกวัตถุประสงค์ของเงิน: เงินทั้งหมดปะปนกัน ทำให้ยากที่จะแยกแยะว่าเงินส่วนใดเป็นรายได้หลัก, ส่วนใดเป็นเงินสำรอง, ส่วนใดเป็นเงินสำหรับจ่ายเงินเดือน […]

11 รายจ่ายที่มักจะถูกบวกกลับเป็น “รายได้” ของกิจการ สรรพากรไม่ยอมให้เป็นค่าใช้จ่าย!

ในทางบัญชี กิจการจะบันทึกรายจ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามหลักการบัญชี แต่สำหรับ “กฎหมายภาษี” กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เฉพาะว่ารายจ่ายใดบ้างที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ความหมายของ “รายจ่ายบวกกลับเป็นรายได้ของกิจการ” (รายจ่ายต้องห้าม) “รายจ่ายบวกกลับเป็นรายได้ของกิจการ” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “รายจ่ายต้องห้าม” (Non-deductible Expenses / Disallowed Expenses) หมายถึง รายจ่ายที่กิจการได้บันทึกไว้ในบัญชีเป็น “ค่าใช้จ่าย” เพื่อคำนวณกำไรสุทธิตามหลักการบัญชีแล้ว แต่ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร (มาตรา 65 ตรี) กรมสรรพากร “ไม่อนุญาต” ให้นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ “กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี” ผลที่เกิดขึ้นคือ: เมื่อคำนวณภาษี กิจการจะต้อง “บวกกลับ” รายจ่ายเหล่านี้เข้าไปในกำไรสุทธิตามงบการเงิน (กำไรทางบัญชี) ทำให้ กำไรสุทธิทางภาษี (Taxable Profit) สูงขึ้น กว่ากำไรสุทธิตามบัญชี ส่งผลให้ ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ “เพิ่มขึ้น” พูดง่ายๆ คือ เป็นรายจ่ายที่บันทึกแล้วในบัญชี แต่สรรพากรไม่นับให้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี วัตถุประสงค์ของรายจ่ายต้องห้าม (มุมมองสรรพากร) กรมสรรพากรมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดรายจ่ายต้องห้าม เพื่อ: ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี: ป้องกันไม่ให้กิจการนำรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานจริง หรือรายจ่ายส่วนตัวมาแอบอ้างเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี: […]

เงินกู้ยืมกรรมการ คืออะไร? ส่งผลเสียอย่างไรต่อกิจการ

เงินกู้ยืมกรรมการ (Loans to/from Directors) หมายถึง การที่กิจการ (บริษัท/นิติบุคคล) มีการทำธุรกรรมกู้ยืมเงินกับกรรมการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน หรือ บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งทั้งสองกรณีมีวัตถุประสงค์และผลกระทบที่แตกต่างกัน แต่มีประเด็นทางภาษีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยทั่วไปแล้ว ประเด็นปัญหาทางภาษีและผลเสียต่อกิจการมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน มากกว่า 1. เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร? คือ การทำธุรกรรมกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทกับกรรมการ ไม่ใช่การเพิ่มทุนหรือลดทุนของบริษัท เป็นการก่อให้เกิดหนี้สินและลูกหนี้-เจ้าหนี้ระหว่างกัน กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน (Director lends to Company): กรรมการนำเงินส่วนตัวมาให้บริษัทกู้ยืม เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ โดยอาจมีหรือไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้ สถานะทางบัญชี: เป็นหนี้สินของบริษัท (เจ้าหนี้กรรมการ) บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน (Company lends to Director): บริษัทนำเงินทุนของกิจการให้กรรมการกู้ยืมไปใช้ โดยอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ส่วนตัว หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่อาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการก็ได้ และอาจมีการคิดดอกเบี้ยหรือไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้ สถานะทางบัญชี: เป็นสินทรัพย์ของบริษัท (ลูกหนี้กรรมการ) 2. ผลเสียต่อกิจการและกฎหมายภาษีในกรณี “บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน” กรณีที่บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน เป็นกรณีที่กรมสรรพากรให้ความสนใจและตรวจสอบอย่างเข้มงวด เนื่องจากอาจมีเจตนาแอบแฝงในการหลีกเลี่ยงภาษี หรือการนำเงินของกิจการไปใช้โดยมิชอบ […]

ค่าปรับทางภาษีแต่ละประเภท มีอะไรบ้าง!?

ข้อควรทราบ: เงินเพิ่ม: เป็นเบี้ยปรับที่คำนวณจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม หรือชำระภาษีล่าช้า โดยคิดเป็นอัตราร้อยละต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) สูงสุดไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ: เป็นบทลงโทษที่กำหนดเป็นอัตราร้อยละของจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม หรือตามจำนวนภาษีที่แสดงไว้ในแบบ ค่าปรับอาญา: เป็นโทษปรับตามกฎหมายอาญา ที่กำหนดเป็นจำนวนเงิน โดยไม่มีการคำนวณจากยอดภาษี แต่ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด และอาจมีโทษจำคุกร่วมด้วย ประเภทค่าปรับทางภาษีที่พบบ่อยของกรมสรรพากร 1. ค่าปรับในกรณี “ยื่นแบบฯ เกินกำหนดเวลา” (ล่าช้า) เงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91): ยื่นล่าช้า แต่มีภาษีต้องชำระ: เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระ นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาจนถึงวันชำระภาษี แต่สูงสุดไม่เกินจำนวนภาษี เบี้ยปรับ (อาญา): 1. ยื่นเกินกำหนด 1-7 วัน (ไม่เกิน 7 วัน) ไม่ต้องเสียค่าปรับอาญา (ม.67 ตรี) 2. ยื่นเกิน 7 วัน และมีภาษีต้องชำระ เสียค่าปรับ 200 บาท ยื่นล่าช้า แต่ไม่มีภาษีต้องชำระ […]

รวมประเด็นปัญหา เงินเข้าบัญชีธนาคารที่ถูกนำส่งข้อมูลกรมสรรพากร

รายละเอียดของเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ถูกนำส่งข้อมูลแก่สรรพากร ในประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับรายการเงินฝากเข้าบัญชีของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลให้กับกรมสรรพากร เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาษีและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี การนำส่งข้อมูลนี้มีผลบังคับใช้ตาม มาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยให้สรรพากรสามารถตรวจสอบรายได้ของผู้เสียภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลอะไรบ้างที่ธนาคารนำส่งให้สรรพากร? ข้อมูลที่ธนาคารนำส่งจะจำแนกตามประเภทของบัญชีและจำนวนครั้ง/ยอดเงินที่เข้าบัญชี ดังนี้: 1.สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั่วไป: จำนวนครั้ง: 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่จำกัดยอดรวม) ยอดรวม: 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวม 2,000,000 บาทขึ้นไป หมายเหตุ: หากยอดเงินเข้าบัญชีไม่เข้าข่ายเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งข้างต้น ธนาคารจะยังไม่นำส่งข้อมูลให้สรรพากร 2.ข้อมูลรายละเอียดที่ถูกนำส่ง: เมื่อเข้าเงื่อนไขข้างต้น ธนาคารจะนำส่งข้อมูลพื้นฐานของบัญชีและรายการเดินบัญชี (Statement) ในส่วนของเงินเข้าบัญชี ได้แก่: เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร / เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน: ของเจ้าของบัญชี ชื่อ-นามสกุล / ชื่อกิจการ: ของเจ้าของบัญชี เลขที่บัญชีธนาคาร: บัญชีที่เข้าเงื่อนไข จำนวนยอดเงินรวมที่รับโอนเข้าบัญชี: ในรอบปีปฏิทินนั้นๆ จำนวนครั้งรวมที่รับโอนเข้าบัญชี: ในรอบปีปฏิทินนั้นๆ ประเภทบัญชี: เช่น ออมทรัพย์, กระแสรายวัน ธนาคารนำส่งข้อมูลเมื่อไหร่? ธนาคารจะนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ปีละ […]

เทคนิคเปลี่ยน”บิลเงินสด” ให้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ สรรพากรถูกใจ ไร้ปัญหาภาษีย้อนหลัง!

ปัญหาที่มักเจอบ่อยเกี่ยวกับบิลเงินสดที่มีรายละเอียดไม่ครบถ้วน และไม่ถูกหลักสรรพากรยอมรับ มีดังนี้ค่ะ รายละเอียดไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย บิลต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย, วันเดือนปีที่ออกบิล, รายละเอียดสินค้า/บริการ, จำนวน, ราคาต่อหน่วย, ราคารวม, เลขที่บิล, หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้ามี) หากขาดข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป จะทำให้บิลนั้นไม่สมบูรณ์และอาจถูกปฏิเสธ ไม่มีลายเซ็นหรือเครื่องหมายรับรอง บิลควรมีลายเซ็นหรือเครื่องหมายรับรองของผู้ขายเพื่อแสดงความถูกต้อง หากไม่มี ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกมองว่าไม่เป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย บิลไม่มีเลขที่บิลชัดเจน จัดทำบิลแบบต่อเนื่อง พร้อมหมายเลขประจำเพื่อความชัดเจนในการบันทึกบัญชีและตรวจสอบได้ง่าย เป็นบิลปลอม, ปรับแต่ง, หรือแก้ไขข้อมูลทีหลัง การปรับเปลี่ยนข้อมูลในบิลโดยไม่ระบุให้ชัดเจน หรือลักลอบแก้ไขข้อมูล ทำให้เอกสารนั้นไม่น่าเชื่อถือและถูกปฏิเสธได้ บิลที่ออกนอกขอบเขตของกฎหมาย (เช่น ให้บิลในรูปแบบผิดกฎหมาย) เช่น กล่องบิลมีการทำลาย ลบหรือเขียนทับข้อมูลโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ระบุรายละเอียดของสินค้า/บริการอย่างชัดเจน ควรระบุชื่อสินค้า/บริการ จำนวน ราคาต่อหน่วย รวมเป็นราคาสุดท้าย เพื่อความชัดเจนในการตรวจสอบ ขาดหลักฐานสนับสนุนหรือการรั่วไหลของข้อมูลผิดพลาด เช่น ไม่มีใบเสร็จรับเงิน, ไม่มีภาพถ่ายหรือหลักฐานการส่งมอบสินค้า/บริการ   คำแนะนำเพื่อให้บิลเงินสดเป็นที่ยอมรับของสรรพากร ทำบิลให้ครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย เก็บรักษาบิลและเอกสารประกอบอย่างดี ออกบิลด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมออกบิลที่ได้มาตรฐานและเข้ากับกฎหมาย การเปลี่ยน “บิลเงินสด” เป็น […]

เทคนิคทำเอกสารที่ใช้ประกอบค่าใช้จ่ายของกิจการ ถูกใจสรรพากร

การทำเอกสารประกอบรายการค่าใช้จ่ายของกิจการให้ถูกต้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบันทึกบัญชีและการบริหารภาษีที่ดี เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของรายจ่าย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (หรือบุคคลธรรมดาสำหรับกิจการส่วนตัว) และการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หลักการสำคัญของเอกสารประกอบรายจ่ายที่ถูกต้องตามสรรพากร ก่อนจะลงรายละเอียดเทคนิคและประเภทเอกสาร ควรเข้าใจหลักการพื้นฐานที่สรรพากรใช้พิจารณาความสมบูรณ์ของรายจ่าย: ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยเฉพาะ (Actual & Business Related): รายจ่ายนั้นต้องเกิดขึ้นจริง และมุ่งหมายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยตรง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือพนักงาน ต้องไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร: มีรายจ่ายบางประเภทที่กฎหมายกำหนดว่าห้ามนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี เช่น เงินสำรอง, เงินทุน, ค่ารับรองที่เกินกว่าเกณฑ์, รายจ่ายที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ เป็นต้น ต้องมีหลักฐานประกอบการลงบัญชีที่ครบถ้วนและถูกต้อง: นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคนิคและประเภทเอกสารต่อไป สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ (Traceability): สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่ออะไร จ่ายให้ใคร และจ่ายด้วยวิธีใด ประเภทเอกสารที่ใช้ประกอบรายการค่าใช้จ่ายของกิจการ เอกสารประกอบรายจ่ายแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของค่าใช้จ่ายและผู้รับเงิน: เอกสารจากภายนอก (External Documents): เป็นเอกสารที่ได้รับจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ใบกำกับภาษี (Tax Invoice): สำคัญที่สุด สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะใช้เป็นหลักฐานในการขอภาษีซื้อคืน/ขอเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลสำคัญที่ต้องมี: คำว่า “ใบกำกับภาษี” อย่างชัดเจน ชื่อ, ที่อยู่, […]

สรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่พบบ่อยๆ มีอะไรบ้าง?! ทำถูกต้องตรงใจสรรพากร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax – WHT) เป็นกลไกสำคัญในระบบภาษีของประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเก็บภาษี และลดภาระภาษีก้อนใหญ่ของผู้มีเงินได้ตอนสิ้นปี ความหมายของภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax – WHT) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า ณ เวลาที่มีการจ่ายเงินได้ ตามประเภทของเงินได้ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ที่จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีส่วนหนึ่งไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ผู้รับ และนำส่งภาษีที่หักไว้ดังกล่าวให้กับกรมสรรพากร กลไกการทำงานและความสำคัญ: ผู้จ่ายเงิน (Payer): โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายคือ นิติบุคคล (เช่น บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, มูลนิธิ, สมาคม) หรือหน่วยงานของรัฐ ที่ทำการจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เงินที่จ่ายออกไปนี้ถือเป็น “รายจ่าย” ของผู้จ่าย ผู้รับเงิน (Recipient): คือ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ที่เป็นผู้ได้รับเงินได้นั้นๆ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย […]