สรรพากรรู้รายได้เรา รู้ว่าเราหนีภาษี ได้หลายวิธีในปัจจุบัน โดยกรมสรรพากรมีวิธีการตรวจสอบข้อมูลรายได้ของผู้ประกอบการที่หลากหลายและทันสมัยขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ผู้คนแสดงตัวตนและธุรกรรมทางการเงินผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งทำให้การตรวจสอบทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในอดีตมาก
ทำไมสรรพากรรู้รายได้จากการ Live สด และการโชว์รวยออกสื่อ
-
เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics):
- กรมสรรพากรใช้โปรแกรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ไม่ได้พึ่งพาแค่ข้อมูลที่ยื่นเสียภาษีเท่านั้น
- ระบบจะทำการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างโปรไฟล์ของผู้เสียภาษีแต่ละคน เช่น ข้อมูลการใช้จ่ายบัตรเครดิต การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์หรู การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีมูลค่าสูง
- การแสดงความมั่งคั่งออกสื่อถือเป็นหนึ่งใน “ธงแดง” ที่ระบบจะจับตามองเป็นพิเศษ หากข้อมูลที่ปรากฏไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แจ้งไว้ ระบบจะตั้งข้อสังเกตและส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบต่อไป
-
ข้อมูลจากสถาบันการเงิน (Financial Data):
- กฎหมายการรายงานธุรกรรม: ตามกฎหมาย กรมสรรพากรมีอำนาจในการขอข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารและสถาบันการเงินได้
- การรับ-จ่ายเงิน: บัญชีธนาคารที่มีการโอนเงินเข้า-ออกจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ หรือมียอดเงินที่ผิดปกติจากอาชีพทั่วไป จะเป็นจุดที่ทำให้สรรพากรสงสัยว่ามีรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง
- ธนาคารเองก็เป็นด่านแรก: ตามพระราชบัญญัติภาษีอากร มาตรา 93/1 สถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานข้อมูลธุรกรรมของผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 400 ครั้งต่อปีและรวมยอดเงินได้เกิน 2 ล้านบาท ให้กรมสรรพากรทราบโดยอัตโนมัติ
-
การตรวจสอบจากเนื้อหาในสื่อออนไลน์ (Digital Forensics):
- การ Live สดขายของ: เนื้อหาการไลฟ์สดที่มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก หรือมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก สามารถนำมาประเมินรายได้คร่าวๆ ได้
- การโชว์ทรัพย์สิน: การแสดงภาพทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์หรู, นาฬิกาแพงๆ หรือกระเป๋าแบรนด์เนม อาจถูกใช้เป็นหลักฐานในการเปรียบเทียบกับรายได้ที่ยื่น หากทรัพย์สินเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ที่แจ้งไว้มาก กรมสรรพากรอาจสันนิษฐานว่ามีรายได้ที่ซ่อนอยู่
- การสืบค้นข้อมูล: เจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถใช้ข้อมูลจากสื่อสาธารณะ เช่น โซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาตรวจสอบภาษีได้

สรุป
การที่สรรพากรรู้ว่าใครมีรายได้และใครหนีภาษีนั้นไม่ได้มาจากการตรวจสอบแบบสุ่มเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ ทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีทำได้ยากขึ้นมากในยุคนี้
ปัจจุบันการสุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบของกรมสรรพากรไม่ได้เป็นเพียงการสุ่มแบบไม่มีหลักการเหมือนในอดีต แต่เป็นการสุ่มที่ใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Data Analytics) และการทำงานแบบเจาะจงมากขึ้น โดยมีเหตุผลและวิธีการดังนี้
เหตุผลที่สรรพากรเลือกสุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบ
-
การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง (Risk-Based Auditing):
- ระบบของกรมสรรพากรจะทำการประเมินความเสี่ยงของผู้ประกอบการแต่ละรายจากการเชื่อมโยงข้อมูลหลายด้านเข้าด้วยกัน เช่น
- ข้อมูลการยื่นภาษี: เปรียบเทียบรายได้ที่ยื่นกับประเภทกิจการในกลุ่มเดียวกัน
- ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน: ตรวจสอบความผิดปกติของยอดเงินที่หมุนเวียนในบัญชีธนาคาร
- ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นๆ: เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมศุลกากร, หรือข้อมูลการซื้อขายรถยนต์หรูและอสังหาริมทรัพย์
- หากผลการวิเคราะห์พบว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัย หรือมีข้อมูลการเงินไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แจ้งไว้ ระบบจะจัดให้เป็นกลุ่ม “เสี่ยงสูง” ซึ่งจะเป็นเป้าหมายหลักในการสุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบ
- ระบบของกรมสรรพากรจะทำการประเมินความเสี่ยงของผู้ประกอบการแต่ละรายจากการเชื่อมโยงข้อมูลหลายด้านเข้าด้วยกัน เช่น
-
การตรวจสอบจากพฤติกรรมทางธุรกิจ:
- การขายสินค้า/บริการที่ไม่ปกติ: สรรพากรอาจพิจารณาจากพฤติกรรมที่ทำให้เกิดข้อสงสัย เช่น มีการขายในปริมาณมากแต่ไม่ยอมจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือมีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเป็นจำนวนมาก
- การเปิดกิจการใหม่: ผู้ประกอบการรายใหม่มักจะเป็นกลุ่มที่ถูกตรวจสอบเพื่อดูความถูกต้องของการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษีตั้งแต่เริ่มต้น
วิธีการตรวจสอบของสรรพากรเมื่อลงพื้นที่
เมื่อสรรพากรลงพื้นที่ตรวจสอบ จะไม่ได้เพียงแค่ขอเอกสารเท่านั้น แต่จะมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมข้อมูล ดังนี้:
-
การตรวจสอบสถานประกอบการจริง:
- สำรวจสภาพกิจการ: ตรวจสอบว่ามีกิจการอยู่จริงหรือไม่ และลักษณะของธุรกิจที่ทำตรงกับที่จดทะเบียนไว้หรือไม่
- สังเกตการณ์: สังเกตการณ์การดำเนินงานภายในกิจการ เช่น จำนวนพนักงาน, การทำงานของเครื่องคิดเงิน, การออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี
-
การตรวจสอบเอกสารหลักฐาน:
- สมุดบัญชี: ขอตรวจสอบสมุดบัญชีต่างๆ เช่น สมุดบัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท เพื่อดูการบันทึกบัญชีที่ผ่านมา
- เอกสารประกอบการลงบัญชี: ตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีขาย เพื่อให้แน่ใจว่าการลงบัญชีตรงกับเอกสารจริง
- เอกสารทางการเงิน: ขอตรวจสอบรายการเดินบัญชี (Bank Statement) เพื่อดูการรับ-จ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง และเปรียบเทียบกับรายการที่ลงบัญชีไว้
-
การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและพนักงาน:
- สัมภาษณ์เบื้องต้น: ซักถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้, ค่าใช้จ่าย, และวิธีการดำเนินธุรกิจ
- ความสอดคล้องกันของข้อมูล: หากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ไม่ตรงกับข้อมูลในเอกสารที่ตรวจสอบ จะทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้น
สรุป
การสุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบของกรมสรรพากรในปัจจุบันไม่ใช่การสุ่มแบบมั่วๆ แต่เป็นการสุ่มที่มีความแม่นยำสูงจากการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง หากผู้ประกอบการมีข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายที่โปร่งใสและสอดคล้องกับพฤติกรรมทางธุรกิจ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการถูกตรวจสอบใดๆ ค่ะ

กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายยานพาหนะจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อประเมินรายได้และตรวจจับการหลีกเลี่ยงภาษีได้จริง โดยใช้วิธีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบภาษีสมัยใหม่ที่เน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) 📊
ทำไมสรรพากรถึงรู้ข้อมูลจากกรมขนส่งฯ
-
การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน:
- ในปัจจุบัน กรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบกมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันตามนโยบายของรัฐบาลในการเป็น “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government)
- การเชื่อมโยงนี้ทำให้สรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรู รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์
-
การใช้ข้อมูลในการประเมินรายได้:
- การซื้อขายรถยนต์ที่มีราคาสูง: หากมีผู้เสียภาษีซื้อรถยนต์หรูที่มีราคาสูงหลายล้านบาท แต่รายได้ที่แจ้งในแบบแสดงรายการภาษีมีจำนวนน้อยหรือไม่สอดคล้องกัน ระบบของสรรพากรจะตั้งข้อสงสัยทันที
- การซื้อขายรถยนต์จำนวนหลายคัน: หากมีการซื้อขายรถยนต์จำนวนหลายคันในรอบปี หรือมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์บ่อยครั้ง อาจบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีรายได้จากการค้าขายรถยนต์ แต่ไม่ได้แจ้งรายได้ดังกล่าวแก่กรมสรรพากร
การตรวจสอบในทางปฏิบัติ
เมื่อสรรพากรมีข้อมูลการซื้อขายยานพาหนะที่น่าสงสัย พวกเขาจะดำเนินการดังนี้:
-
วิเคราะห์ความผิดปกติ:
- เปรียบเทียบข้อมูลการซื้อขายยานพาหนะกับประวัติการยื่นภาษีในอดีต หากพบว่ายอดซื้อขายสูงกว่ารายได้ที่แจ้งเป็นอย่างมาก จะมีการจัดให้เป็นกลุ่ม “เป้าหมาย” เพื่อตรวจสอบเชิงลึก
- ตรวจสอบว่ามีเงินได้อื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกแจ้งหรือไม่ เช่น การเป็นนายหน้าค้าขายรถยนต์ หรือการทำธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
-
เรียกตรวจสอบเอกสารและบัญชี:
- กรมสรรพากรจะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลนั้นๆ เข้ามาชี้แจงพร้อมนำหลักฐานทางการเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาแสดง
- เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการชี้แจง ได้แก่ รายการเดินบัญชี (Bank Statement), หลักฐานการชำระเงิน, สัญญาซื้อขาย และเอกสารการจดทะเบียนรถยนต์
สรุป: การที่สรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายยานพาหนะจากกรมขนส่งฯ ได้นั้น เป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีการที่ใช้ในการตรวจสอบและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะในปัจจุบันทุกธุรกรรมทางเศรษฐกิจล้วนถูกบันทึกในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล ทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีทำได้ยากกว่าในอดีตมาก

กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จริง และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการประเมินรายได้ของผู้ประกอบการที่ค้าขายออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการตรวจสอบที่สำคัญในยุคดิจิทัล
ทำไมสรรพากรถึงตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้
- การเชื่อมโยงฐานข้อมูล: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากร (RD) มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันอย่างเป็นระบบ ตามนโยบายของรัฐบาลในการบูรณาการข้อมูลเพื่อการบริหารภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
- นิติบุคคล: กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับ DBD ได้อยู่แล้ว แต่ในกรณีของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบจะเน้นที่ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดามากขึ้น
- การบังคับใช้กฎหมาย: ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาธุรกิจการค้าและประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรมีอำนาจในการขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี
สรรพากรจะเช็คข้อมูลอะไรบ้างจากการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เมื่อมีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับ DBD กรมสรรพากรจะทำการตรวจสอบข้อมูลดังต่อไปนี้:
-
ข้อมูลผู้ประกอบการ:
- ชื่อ-นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน: เพื่อใช้ในการระบุตัวตนของผู้ประกอบการที่ถูกต้อง
- ที่อยู่: เพื่อใช้ในการติดต่อและตรวจสอบหากมีความจำเป็น
- เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ใช้ค้าขาย: เพื่อใช้เป็นช่องทางในการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจจริง เช่น Facebook, Instagram, Shopee, Lazada, หรือเว็บไซต์ของตัวเอง
-
ข้อมูลการดำเนินธุรกิจ:
- ประเภทสินค้าหรือบริการที่ขาย: เพื่อใช้ในการประเมินว่าธุรกิจมีขนาดใหญ่แค่ไหน และมีโอกาสที่จะมีรายได้สูงหรือไม่
- ชื่อร้านค้าหรือเพจออนไลน์: เพื่อให้สามารถตามไปตรวจสอบการขายและยอดขายได้
- ช่องทางการติดต่อลูกค้า: เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบเพิ่มเติม
การใช้ข้อมูลในการประเมินและตรวจสอบภาษี
เมื่อสรรพากรมีข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาจะนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งอื่น เพื่อประเมินว่าผู้ประกอบการรายนั้นๆ มีความเสี่ยงในการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่
- เปรียบเทียบกับรายได้ที่แจ้ง: ข้อมูลการจดทะเบียนจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับรายได้ที่ยื่นภาษีประจำปี หากพบว่าธุรกิจมีการเติบโตสูง แต่รายได้ที่แจ้งต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะกลายเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ
- เชื่อมโยงกับข้อมูลการเงิน: สรรพากรอาจนำชื่อร้านค้าออนไลน์ไปตรวจสอบการรับ-จ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร หากพบว่ามียอดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก แต่ไม่ได้ยื่นภาษี หรือยื่นไม่ครบถ้วน ก็จะมีการเรียกตรวจสอบ
- ตรวจสอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT หากสรรพากรตรวจสอบพบว่ามีผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ทั้งที่มียอดขายถึงเกณฑ์ จะมีการเรียกตรวจสอบและอาจมีค่าปรับย้อนหลัง
สรุป: การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็น “ประตูแรก” ที่ทำให้กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมาก ทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ต้องคำนึงถึงเรื่องภาษีตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในระยะยาว

กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลการนำเข้าและส่งออกจากกรมศุลกากรได้จริง และใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อตรวจสอบรายได้ของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการหลักในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีในยุคดิจิทัล 🕵️
ทำไมสรรพากรถึงตรวจสอบข้อมูลจากกรมศุลกากรได้
- การเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบบูรณาการ: กรมสรรพากรและกรมศุลกากรมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันตามนโยบายของรัฐบาลในการบูรณาการข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกทั้งหมดจะถูกบันทึกในระบบอิเล็กทรอนิกส์และสามารถส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
- ประมวลรัษฎากร: กฎหมายให้อำนาจกรมสรรพากรในการขอข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมินภาษีจากหน่วยงานราชการอื่นๆ รวมถึงกรมศุลกากร
สรรพากรจะเช็คข้อมูลอะไรบ้างจากกรมศุลกากร
เมื่อมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า สรรพากรจะทำการตรวจสอบและนำข้อมูลจากกรมศุลกากรมาวิเคราะห์ ดังนี้:
-
ข้อมูลการนำเข้า (Import Data):
- มูลค่าสินค้านำเข้า: สรรพากรจะตรวจสอบมูลค่าของสินค้าที่นำเข้ามาว่ามีจำนวนเท่าไร
- พิกัดศุลกากรและประเภทสินค้า: เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้าสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่แจ้งไว้หรือไม่
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง: เช่น ค่าภาษีอากร, ค่าธรรมเนียม, ค่าขนส่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลในการประเมินต้นทุนสินค้า
-
ข้อมูลการส่งออก (Export Data):
- มูลค่าสินค้าส่งออก: ตรวจสอบยอดขายสินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี
- ประเภทและปริมาณสินค้า: เพื่อเปรียบเทียบกับกำลังการผลิตหรือสต็อกสินค้าที่แจ้งไว้ในบัญชี
- ประเทศปลายทาง: เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ
การใช้ข้อมูลในการตรวจสอบภาษี
เมื่อสรรพากรมีข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกจากกรมศุลกากร พวกเขาจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางภาษีของผู้ประกอบการเพื่อหาความผิดปกติ:
- เปรียบเทียบยอดซื้อ-ขาย: หากบริษัทมีการนำเข้าสินค้ามูลค่าสูง แต่แจ้งรายได้จากการขายในประเทศต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ สรรพากรอาจสงสัยว่ามีการปกปิดยอดขาย
- ประเมินต้นทุนและกำไร: ข้อมูลการนำเข้าจะถูกใช้ในการประเมินต้นทุนของสินค้า ซึ่งจะนำไปเปรียบเทียบกับราคาขายเพื่อดูว่ามีการแจ้งกำไรที่ต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่
- ตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): ในกรณีการนำเข้าสินค้าเพื่อขาย ผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในขั้นตอนการนำเข้าได้ (ภาษีซื้อ) สรรพากรจะตรวจสอบว่าภาษีซื้อที่ขอคืนนั้นสอดคล้องกับยอดขายและภาษีขายที่แจ้งไว้หรือไม่
สรุป: กรมสรรพากรใช้ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกจากกรมศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของรายได้และต้นทุนของผู้ประกอบการ การที่ข้อมูลของหน่วยงานราชการต่างๆ ถูกเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีทำได้ยากขึ้นมาก

กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากกรมที่ดินเพื่อประเมินรายได้และตรวจจับการหลีกเลี่ยงภาษีได้จริง โดยใช้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการ 🏦
ทำไมสรรพากรถึงรู้ข้อมูลจากกรมที่ดิน
- การเชื่อมโยงฐานข้อมูล: กรมสรรพากรและกรมที่ดินมีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์เข้าด้วยกันตามกฎหมาย และตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ทำให้สรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลการซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ และการทำนิติกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
- หน้าที่การหักภาษี ณ ที่จ่าย: การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีภาระภาษีที่ต้องชำระ ณ กรมที่ดินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกและส่งต่อให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ
สรรพากรจะเช็คข้อมูลอะไรบ้างจากกรมที่ดิน
เมื่อมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ สรรพากรจะตรวจสอบและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ดังนี้:
-
ข้อมูลการซื้อขาย:
- ราคาซื้อขาย: เปรียบเทียบราคาขายจริงกับราคาประเมินของกรมธนารักษ์ หากราคาขายสูงกว่าราคาประเมินอย่างมีนัยสำคัญ สรรพากรจะใช้ราคาขายจริงในการคำนวณภาษี
- ประเภทอสังหาริมทรัพย์: เช่น ที่ดิน บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าและภาษีที่เกี่ยวข้อง
- วันเดือนปีที่ซื้อและขาย: เพื่อคำนวณระยะเวลาการถือครอง ซึ่งมีผลต่อการเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ
-
ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย:
- ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน: เพื่อระบุตัวตนและนำไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษีของบุคคลนั้นๆ
- ประวัติการซื้อขาย: สรรพากรจะตรวจสอบว่ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บ่อยครั้งหรือไม่ หากพบว่ามีการซื้อมาขายไปในระยะเวลาอันสั้นหลายครั้ง อาจถูกพิจารณาเป็น “การค้าหรือหากำไร” ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
การใช้ข้อมูลในการตรวจสอบภาษี
เมื่อสรรพากรมีข้อมูลการซื้อขายจากกรมที่ดิน พวกเขาจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางภาษีของผู้ประกอบการเพื่อหาความผิดปกติ:
- เปรียบเทียบกับรายได้ที่ยื่น: หากบุคคลธรรมดาซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง แต่รายได้ที่แจ้งในแบบแสดงรายการภาษีกลับมีจำนวนน้อย สรรพากรจะสงสัยว่ามีรายได้อื่นที่ไม่ได้แจ้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบบัญชีธนาคารหรือแหล่งที่มาของเงิน
- ตรวจสอบการยื่นแบบภาษี: หากมีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือภาษีธุรกิจเฉพาะที่กรมที่ดินแล้ว สรรพากรจะตรวจสอบว่ามีการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
สรุป: กรมสรรพากรใช้ข้อมูลจากกรมที่ดินเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่มาจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีทำได้ยากขึ้นมากในปัจจุบันครับ

กรมสรรพากรสามารถใช้ข้อมูลการจัดเก็บภาษีป้ายและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากสำนักงานเขตและเทศบาลเพื่อตรวจสอบรายได้และตรวจจับการหนีภาษีได้จริง โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการ
เหตุผลที่สรรพากรเข้าถึงข้อมูลท้องถิ่นได้
- การบูรณาการข้อมูล: กรมสรรพากรและหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขตและเทศบาล มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญเพื่อการตรวจสอบได้
- การประเมินความเสี่ยง: ข้อมูลจากภาษีท้องถิ่นถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความเสี่ยงของผู้ประกอบการ หากพบความไม่สอดคล้องระหว่างรายได้ที่ยื่นกับทรัพย์สินที่ถือครอง จะเป็นสัญญาณเตือนให้สรรพากรเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด
สรรพากรจะตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้างจากภาษีท้องถิ่น
เมื่อสรรพากรเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการยื่นภาษีของคุณเพื่อหาความผิดปกติ ดังนี้
1. ภาษีป้าย
- ภาษีป้ายคืออะไร: คือภาษีที่เก็บจากป้ายที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการ
- สิ่งที่สรรพากรเช็ค: สรรพากรจะตรวจสอบว่าคุณได้จดทะเบียนป้ายกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือไม่ และตรวจสอบขนาดและจำนวนป้าย
- เหตุผลในการตรวจสอบ: ป้ายขนาดใหญ่และมีจำนวนมากย่อมสะท้อนถึงขนาดของกิจการและกิจกรรมทางการค้าที่คึกคัก หากคุณมีป้ายขนาดใหญ่แต่แจ้งรายได้ในแบบแสดงรายการภาษีว่าต่ำมาก ก็จะเกิดข้อสงสัยว่าคุณอาจมีรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง
2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืออะไร: คือภาษีที่จัดเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คุณเป็นเจ้าของ
- สิ่งที่สรรพากรเช็ค: สรรพากรจะตรวจสอบว่าคุณถือครองทรัพย์สินอะไรบ้าง ทั้งในฐานะบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ที่ดินเปล่า, อาคารพาณิชย์, คอนโดมิเนียม, หรือโรงงาน
- เหตุผลในการตรวจสอบ:
- ทรัพย์สินเพื่อการพาณิชย์: หากคุณเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ สรรพากรจะสันนิษฐานว่าคุณมีรายได้จากการประกอบธุรกิจหรือจากการให้เช่า หากรายได้ที่คุณแจ้งไม่สอดคล้องกับมูลค่าของทรัพย์สิน ก็อาจถูกเรียกตรวจสอบ
- ทรัพย์สินที่พักอาศัย: สำหรับบุคคลธรรมดา หากคุณมีคอนโดหรูหลายห้อง หรือบ้านพักตากอากาศหลายหลัง แต่ไม่มีรายได้ที่สูงพอจะซื้อทรัพย์สินเหล่านั้นได้ สรรพากรจะสงสัยว่าคุณอาจมีรายได้อื่นที่ไม่ได้แจ้ง เช่น รายได้จากการให้เช่าที่ไม่ถูกรายงาน หรือแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์สินซึ่งอาจเป็นรายได้ที่ซ่อนไว้
การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สรรพากรสามารถสร้างโปรไฟล์ทางการเงินของคุณได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสามารถระบุเป้าหมายในการตรวจสอบได้อย่างแม่นยำค่ะ

การที่กรมสรรพากรจะรู้รายได้หรือตรวจจับการหนีภาษีจากการใช้น้ำประปาหรือไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติ เป็นวิธีการตรวจสอบที่เรียกว่าการ “ประเมินจากข้อเท็จจริง” หรือการใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ทำไมสรรพากรถึงตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้
- การเชื่อมโยงข้อมูล: กรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาคได้ตามกฎหมาย ทำให้เข้าถึงข้อมูลการใช้พลังงานและค่าน้ำของครัวเรือนและกิจการต่างๆ
- พฤติกรรมที่ผิดปกติ: ข้อมูลการใช้พลังงานที่สูงเกินกว่าครัวเรือนทั่วไปถือเป็น “ธงแดง” (Red Flag) ที่ระบบของสรรพากรจะทำการตรวจสอบเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าสถานที่นั้นถูกใช้เพื่อประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพื่อการอยู่อาศัย
สรรพากรจะเช็คข้อมูลอะไรบ้าง
เมื่อมีข้อมูลการใช้พลังงานที่ผิดปกติ สรรพากรจะนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อยืนยันว่า มีการประกอบกิจการจริงหรือไม่
1. การใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินกว่าปกติ
- สิ่งที่สรรพากรเช็ค: ตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนหรือแต่ละรอบบิล หากพบว่ามีปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงมากอย่างต่อเนื่องและผิดจากปกติของบ้านพักอาศัย เช่น ใช้งานในระดับเดียวกับโรงงานขนาดเล็ก, ร้านค้า หรือออฟฟิศขนาดใหญ่ ก็จะตั้งข้อสงสัย
- เหตุผลในการตรวจสอบ: การใช้ไฟฟ้าที่สูงบ่งชี้ว่าอาจมีการใช้เครื่องจักร, คอมพิวเตอร์จำนวนมาก, หรืออุปกรณ์ที่ใช้พลังงานสูงเพื่อการผลิตสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งควรมีรายได้จากการประกอบธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
2. การใช้น้ำประปาที่สูงผิดปกติ
- สิ่งที่สรรพากรเช็ค: ตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำประปาในแต่ละรอบบิล หากพบว่ามีการใช้น้ำปริมาณมากเกินกว่าการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
- เหตุผลในการตรวจสอบ: การใช้น้ำที่สูงอาจบ่งชี้ถึงธุรกิจบางประเภทที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ร้านเสริมสวย, ร้านซักรีด หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิต
การนำข้อมูลไปใช้ตรวจสอบการหนีภาษี
เมื่อสรรพากรพบความผิดปกติจากการใช้น้ำและไฟฟ้า พวกเขาจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา
- เปรียบเทียบกับรายได้ที่แจ้ง: หากผู้เสียภาษีแจ้งว่ามีรายได้น้อยหรือไม่มีเลย แต่มีข้อมูลการใช้น้ำและไฟฟ้าในระดับที่สูงมาก สรรพากรจะสันนิษฐานว่าบุคคลนั้นมีการประกอบธุรกิจและมีรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง
- การลงพื้นที่ตรวจสอบ: หากข้อมูลยังไม่ชัดเจนพอ เจ้าหน้าที่สรรพากรอาจทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานที่จริงว่ามีการประกอบกิจการอะไรอยู่ และมีการจดทะเบียนพาณิชย์และยื่นภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่
- การเรียกตรวจสอบบัญชี: หากพบหลักฐานว่ามีการประกอบกิจการจริง อาจมีการเรียกตรวจสอบบัญชีธนาคารและเอกสารอื่น ๆ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่าย
การตรวจสอบในลักษณะนี้เป็นการใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมเพื่อหาความผิดปกติทางการเงิน ทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีทำได้ยากขึ้นมากในปัจจุบันค่ะ

ติดต่อ AccProTax ได้เลยวันนี้
AccProTax พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการจดทะเบียนแบบครบวงจร
ฟรี! ให้คำแนะนำเบื้องต้น
มีแพ็กเกจรายเดือน ปิดงบ รายปี
ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจริง พร้อมให้บริการธุรกิจ SME ทุกประเภท
ฟรีคำปรึกษาเบื้องต้น
ดูแลเอกสารให้ครบ จดเสร็จในไม่กี่วัน
อีเมล: accprotax@gmail.com
โทร: 02-124-3062
LineOA: @accprotax









