กรรมการ หรือนายจ้าง มีสิทธิเข้าระบบประกันสังคม หรือไม่?

กรรมการ หรือนายจ้าง มีสิทธิเข้าระบบประกันสังคม หรือไม่? สำหรับระบบประกันสังคมของไทยแล้ว ปกติกรรมการและนายจ้างไม่มีสิทธิเข้าระบบประกันสังคม ในฐานะ “ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย แต่ในบางกรณี ผู้เป็นกรรมการหรือนายจ้างก็สามารถเป็นผู้ประกันตนได้ในฐานะอื่นที่ไม่ใช่ลูกจ้าง ความหมายของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายประกันสังคม ลูกจ้าง: คือผู้ที่ทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างเป็นประจำและอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง นายจ้าง: คือผู้ที่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานให้ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้างนั้นด้วย กรณีพนักงานที่เคยเป็นลูกจ้างมาก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นนายจ้าง หากพนักงานที่เคยเป็นลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาก่อน แล้วต่อมาได้เปลี่ยนสถานะเป็นนายจ้าง (เช่น เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสูงสุด) บุคคลนั้นจะ “สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง” ในทันทีที่เปลี่ยนสถานะ การแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคม: นายจ้างจะต้องแจ้งการสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของบุคคลนั้นต่อสำนักงานประกันสังคมด้วย แบบฟอร์ม สปส. 6-09 ภายใน 15 วัน นับจากวันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง บทลงโทษ: หากไม่แจ้งออกจากระบบประกันสังคมให้ถูกต้องและยังคงจ่ายเงินสมทบต่อไป บุคคลนั้นจะ “ไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ใดๆ จากกองทุนประกันสังคมได้” ในช่วงเวลาที่จ่ายเงินสมทบผิดสถานะ และเงินที่จ่ายไปจะถูกบันทึกเป็นเงินสมทบที่ชำระเกินไปเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเป็นสิทธิประโยชน์ได้ ลูกจ้างในระบบประกันสังคมก่อนปี 2550 กรณีลูกจ้างที่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมก่อนปี 2550 แล้วต่อมาได้เปลี่ยนสถานะเป็นนายจ้าง (ไม่ใช่ลูกจ้าง) และยังคงจ่ายเงินสมทบต่อไป กฎหมายประกันสังคมในขณะนั้นยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้มีผู้ที่อยู่ในระบบต่อมาได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ หากเปลี่ยนสถานะเป็นนายจ้าง จะไม่สามารถอยู่ในระบบประกันสังคมได้ในฐานะลูกจ้าง […]

ใช้คอนโด จด VAT ได้ โดยมีเงื่อนไข ให้สรรพากรยอมรับได้

การขอใช้คอนโดมิเนียมเป็นสถานประกอบการเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพากรยอมรับ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น 1. คุณสมบัติและเงื่อนไขที่สรรพากรยอมรับ การใช้คอนโดเป็นสถานประกอบการจะได้รับการยอมรับจากสรรพากร หากเข้าเงื่อนไขหลักดังนี้: กรรมสิทธิ์ในคอนโด: กรณีเป็นเจ้าของเอง: ต้องมีชื่อผู้ประกอบการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดห้องชุด กรณีเช่าจากเจ้าของ: ต้องมีสัญญาเช่าที่ระบุว่าอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการ ลักษณะธุรกิจ: ธุรกิจบริการ: เหมาะสมที่สุด เช่น ที่ปรึกษา, นักบัญชี, การตลาดออนไลน์, โปรแกรมเมอร์, หรือธุรกิจที่ไม่มีการสต็อกสินค้าและลูกค้าไม่ได้เข้ามาใช้บริการ ณ สถานที่นั้นโดยตรง ธุรกิจค้าขาย: ต้องไม่มีหน้าร้านที่ลูกค้าเข้ามาติดต่อเพื่อซื้อขายสินค้าโดยตรง หรือมีการสต็อกสินค้าในปริมาณมากจนผิดสังเกต หนังสือยินยอมให้ใช้สถานประกอบการ: ต้องได้รับความยินยอมจากนิติบุคคลอาคารชุด: กรมสรรพากรจะพิจารณาคำขอจากนิติบุคคลอาคารชุดที่อนุญาตให้ใช้ห้องชุดเพื่อประกอบกิจการได้ (ซึ่งอาจมีข้อจำกัดตามกฎข้อบังคับของแต่ละคอนโด) ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของห้องชุด: หากผู้จด VAT ไม่ใช่เจ้าของเอง ต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้ห้องชุดเพื่อประกอบการจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไม่มีข้อห้ามตามกฎหมาย: การใช้คอนโดเป็นสำนักงานต้องไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดนั้นๆ 2. เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียน VAT ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการดังนี้: สำเนาทะเบียนบ้านของห้องชุด ที่ใช้เป็นสถานประกอบการ แผนที่ตั้งโดยสังเขป พร้อมระบุที่อยู่และเส้นทางไปยังคอนโดอย่างชัดเจน รูปถ่ายสถานประกอบการ: รูปถ่ายภายในและภายนอกห้องชุดที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้งานจริง เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด: กรณีเป็นเจ้าของ: สำเนาโฉนดห้องชุด (อ.ช.2) […]

สรุปขั้นตอนปิดกิจการ (เลิกบริษัท/หจก.) ต้องทำอย่างไรบ้าง

การจดทะเบียนเลิกบริษัท เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบกับหน่วยงานราชการ 3 แห่ง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพากร และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้การยุติกิจการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น: ต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท โดยต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่เข้าประชุม ที่ประชุมต้องแต่งตั้ง ผู้ชำระบัญชี ซึ่งอาจเป็นกรรมการบริษัทหรือบุคคลภายนอกก็ได้ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน และแบ่งคืนทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น จดทะเบียนเลิกบริษัท: ผู้ชำระบัญชีต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกบริษัท พร้อมกับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ลงมติเลิกบริษัท ยื่นเอกสารที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่บริษัทตั้งอยู่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะประกาศการเลิกบริษัทในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เจ้าหนี้ทราบ ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อกรมสรรพากร แจ้งเลิกประกอบกิจการ: ผู้ชำระบัญชีต้องแจ้งเลิกประกอบกิจการต่อกรมสรรพากรภายใน 15 วัน นับจากวันที่เลิกกิจการ โดยยื่นแบบ ภ.พ.09 (สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) และแบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชำระภาษีอากร: ผู้ชำระบัญชีต้องทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ และจัดทำงบชำระบัญชีทั้งหมดจนเสร็จสิ้น ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 พร้อมทั้งงบการเงินและงบชำระบัญชีทั้งหมด และชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล (ถ้ามี) ยื่นแบบภาษีอื่นๆ: […]

ติดอากรแสตมป์ ยังไง -ได้ถูกต้องตรงใจสรรพากร

อากรแสตมป์ คืออะไร? อากรแสตมป์ คือ ภาษีอากรประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากการทำตราสาร (เอกสาร) 13 ประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักฐานว่าตราสารนั้นได้เกิดขึ้นและมีความสมบูรณ์ทางกฎหมายแล้ว การที่เอกสารไม่ติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้เอกสารนั้นไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ ตราสารที่ต้องติดอากรแสตมป์ตามกฎหมายภาษี ตามประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้ตราสาร 28 ประเภทต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ 13 ประเภท ที่ยังคงต้องเสียอากรแสตมป์ ได้แก่: เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตร และใบรับรองหนี้ เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงินหรือการเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร กรมธรรม์ประกันภัย ใบมอบอำนาจ ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมบริษัท ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกับที่ใช้อย่างตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตราสารทำนองเดียวกับที่ใช้อย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน ใบรับ ค้ำประกัน จำนำ กรณีหนังสือสัญญาที่ปรึกษาทางธุรกิจ หรือสัญญาจ้างทำของ สัญญาที่ปรึกษาทางธุรกิจ: โดยทั่วไปถือเป็น สัญญาจ้างทำของ เนื่องจากผู้ว่าจ้างต้องการผลสำเร็จของงานเป็นหลัก เช่น ผลการวิเคราะห์ตลาด รายงานแผนธุรกิจ หรือคำแนะนำเฉพาะทาง สัญญาจ้างทำของ: เป็นหนึ่งในตราสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดอากรแสตมป์ โดยหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และบุคคลอีกคนหนึ่งยอมจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น ดังนั้น หนังสือสัญญาที่ปรึกษาทางธุรกิจ […]

การคำนวณภาษีหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่ละกรณี-หักถูกต้อง ไม่เสี่ยงสรรพากร!

การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) การหักภาษี ณ ที่จ่าย คือ การที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีไว้บางส่วนจากยอดเงินที่จ่ายให้ผู้รับเงิน แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรโดยตรง ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น และผู้รับเงินก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเป็นเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียวเมื่อถึงกำหนดการยื่นภาษีประจำปี การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะแตกต่างกันไปตามประเภทของเงินได้ที่ได้รับ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ การหักตามอัตราก้าวหน้า และ การหักตามอัตราคงที่ รูปแบบที่ 1: การคำนวณตามอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ใช้สำหรับเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินได้ที่ได้รับจากนายจ้างเพียงแห่งเดียว ตัวอย่าง: นายสมชาย ได้รับเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน (คนโสด) มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมปีละ 9,900 บาท ขั้นตอนการคำนวณภาษีรายเดือน: คำนวณเงินได้ทั้งปี: 30,000 บาท x 12 เดือน = 360,000 บาท คำนวณค่าใช้จ่ายแบบเหมา: 50% […]

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย -ถูกต้องถูกใจสรรพากร!

คำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่นิยมเรียกกันว่า ใบ 50 ทวิ เป็นเอกสารสำคัญทางภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องออกให้ผู้รับเงินเพื่อยืนยันว่าได้มีการหักภาษีและนำส่งรัฐบาลแล้ว ซึ่งผู้รับเงินจะนำเอกสารนี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีเพื่อขอคืนภาษีหรือชำระภาษีส่วนที่เหลือ 1. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? คือ เอกสารที่ผู้จ่ายเงินได้ (เช่น บริษัท หรือนิติบุคคล) มีหน้าที่ต้องออกให้กับผู้รับเงินได้ (เช่น พนักงาน, ผู้ให้บริการ) เพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้จ่ายเงินได้ ได้หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แล้วตามที่กฎหมายกำหนด และจะนำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากร 2. เงื่อนไขการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย มี 2 เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา: ผู้จ่ายเงิน: ต้องเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าบริการ) ผู้รับเงิน: ต้องเป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินซึ่งต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่ของผู้จ่ายเงิน: หักภาษี ณ ที่จ่าย: […]

เงินเดือนเท่าไหร่ มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ไม่ต้องเสียภาษี (คนโสด)!

ในกรณีที่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเป็นคนโสด หากต้องการทราบว่าควรมีรายได้เท่าไหร่จึงจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องพิจารณาจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ตามกฎหมาย ตามหลักการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย มี 2 ส่วนสำคัญที่ต้องนำมาหักออกจากรายได้ก่อน คือ ค่าใช้จ่าย และ ค่าลดหย่อน 1. การหักค่าใช้จ่าย เงินเดือน: กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ดังนั้น หากคุณมีเงินเดือนทั้งปี (เงินได้) ไม่เกิน 200,000 บาท จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 100,000 บาท (50% ของ 200,000 บาท) 2. การหักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว: บุคคลทุกคนมีสิทธิหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท เงินสมทบกองทุนประกันสังคม (ถ้ามี): สามารถนำเงินสมทบที่จ่ายจริงตลอดทั้งปีมาหักลดหย่อนได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันสูงสุดไม่เกินปีละ 9,900 บาท การคำนวณรายได้ขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษี จากหลักการข้างต้น สามารถคำนวณเงินเดือนขั้นต่ำที่ทำให้ไม่มีภาระภาษีได้ดังนี้ หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท […]

เปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล!

ในระบบภาษีของประเทศไทย ภาษีเงินได้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีอัตราและหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 1. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้ของบุคคลทั่วไป หรือห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โดยคำนวณตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ซึ่งหมายถึงยิ่งมีเงินได้สุทธิมาก อัตราภาษีก็จะยิ่งสูงขึ้น เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี (%) ภาษีสะสมสูงสุดในขั้น (บาท) 0 – 150,000 0 0 150,001 – 300,000 5 7,500 300,001 – 500,000 10 27,500 500,001 – 750,000 15 65,000 750,001 – 1,000,000 20 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25 365,000 2,000,001 – […]

ความแตกต่างของใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ vs แบบอย่างย่อ

ในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี ซึ่งเอกสารนี้มีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป และ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกฎหมาย ดังนี้ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (Full Tax Invoice) เป็นเอกสารหลักที่ใช้สำหรับการซื้อขายทั่วไป ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนภาษีซื้อได้ หัวข้อ รายละเอียด ผู้มีสิทธิออก ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกรายที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อทั่วไป ผู้มีสิทธิรับ ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (นิติบุคคล) และบุคคลทั่วไป ด้านรายละเอียดผู้ซื้อ ต้องระบุข้อมูลของผู้ซื้ออย่างครบถ้วนและถูกต้อง ได้แก่ • ชื่อ-สกุล หรือชื่อบริษัท • ที่อยู่ • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ด้านรายละเอียดสินค้าและบริการ ต้องระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน ได้แก่ • ชื่อ ชนิด ประเภท • จำนวน ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ ด้านจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องระบุภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยแยกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน เช่น • มูลค่าสินค้า: […]

เงินช่วยเหลือค่าโทรศัพท์พนักงานแก่พนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายได้

ในมุมมองของกฎหมายภาษี เงินช่วยเหลือค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายให้พนักงานสามารถแบ่งพิจารณาได้เป็น 2 กรณีหลัก ซึ่งมีผลทางภาษีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กรณีที่ 1: เงินค่าโทรศัพท์ที่จ่ายตามจริง (Reimbursement) กรณีนี้คือบริษัทจ่ายเงินคืนให้พนักงานตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับการทำงานของบริษัท โดยมีเงื่อนไขดังนี้ เงื่อนไขที่กรมสรรพากรยอมรับ: ต้องมีหลักฐานประกอบ: พนักงานต้องนำใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์ในนามของพนักงาน มาให้บริษัทเพื่อเบิกจ่าย โดยในใบแจ้งหนี้นั้นต้องมีการระบุรายละเอียดการใช้งาน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อ หรือระยะเวลาในการโทรออก เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นการใช้เพื่อกิจการของบริษัทจริง ต้องใช้เพื่อกิจการของบริษัทโดยตรง: ค่าใช้จ่ายดังกล่าวต้องเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของพนักงานตามหน้าที่ เช่น การโทรติดต่อลูกค้า, ติดต่อคู่ค้า, หรือประสานงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ต้องมีการบันทึกที่ชัดเจน: บริษัทควรมีระเบียบหรือนโยบายการเบิกจ่ายที่ชัดเจน และควรมีการอนุมัติการเบิกจ่ายจากผู้มีอำนาจ ผลทางภาษี: สำหรับบริษัท: บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาลงเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ตามจริง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมีสิทธิ์หักได้ สำหรับพนักงาน: เงินค่าโทรศัพท์ที่จ่ายตามจริงในส่วนที่ใช้เพื่อกิจการของบริษัทนี้ “ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน” เพราะเป็นเพียงการจ่ายคืนเงินที่พนักงานได้สำรองจ่ายไปก่อนหน้านี้เพื่อประโยชน์ของบริษัท ดังนั้นจึงไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การหักภาษี ณ ที่จ่าย: เมื่อเงินส่วนนี้ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน บริษัทจึง “ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย” ของพนักงานแต่อย่างใด กรณีที่ 2: เงินช่วยเหลือค่าโทรศัพท์แบบเหมาจ่าย (Fixed Allowance) กรณีนี้คือบริษัทจ่ายเงินเป็นจำนวนคงที่ให้พนักงานในแต่ละเดือน โดยไม่สนใจว่าพนักงานจะใช้โทรศัพท์มากน้อยแค่ไหน เงื่อนไขที่กรมสรรพากรยอมรับ: […]