ใครถือหุ้นบ้าง?
บริษัทจำกัดจะต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1097 และการแบ่งสัดส่วนหุ้นมากหรือน้อยมีผลกระทบโดยตรงต่อส่วนแบ่งกำไรขาดทุนของบริษัท
การแบ่งสัดส่วนหุ้น
- ผลกระทบต่อส่วนแบ่งกำไร: การแบ่งสัดส่วนหุ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับส่วนแบ่งกำไร (เงินปันผล) ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ หากบริษัทมีกำไรและที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้จ่ายเงินปันผล ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้นของตนเอง
- ตัวอย่าง: หากคุณถือหุ้น 70% และหุ้นส่วนอีกคนถือหุ้น 30% เมื่อบริษัทมีกำไร 100,000 บาท และมีมติจ่ายเงินปันผลทั้งหมด คุณจะได้รับเงินปันผล 70,000 บาท (70%) ส่วนหุ้นส่วนของคุณจะได้รับ 30,000 บาท (30%)
- ผลกระทบต่อส่วนแบ่งขาดทุน: การแบ่งสัดส่วนหุ้นมีผลต่อการรับผิดชอบต่อหนี้สินของบริษัทในกรณีที่ขาดทุนหรือบริษัทต้องเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบหนี้สินเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ตนเองถืออยู่เท่านั้น โดยส่วนแบ่งขาดทุนจะคิดตามสัดส่วนการถือหุ้น
- ตัวอย่าง: หากบริษัทขาดทุน 50,000 บาท การขาดทุนจะถูกบันทึกในงบการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้น และหากต้องเพิ่มทุน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนก็จะมีสิทธิเพิ่มทุนตามสัดส่วนเดิม
สรุป
การแบ่งสัดส่วนหุ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของจำนวนเงินที่ลงทุน แต่ยังเป็นเรื่องของ อำนาจในการบริหารและสิทธิในการออกเสียง ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจสำคัญของบริษัทด้วยค่ะ

เงินทุนเท่าไหร่?
ในการเริ่มต้นจดทะเบียนเปิดบริษัท การกำหนดเงินทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่การกำหนดตัวเลขในเอกสาร แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการยังไม่มีรายได้
การพิจารณาเงินทุนที่เหมาะสม
เงินทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมควรคำนวณจาก ต้นทุนที่จำเป็นทั้งหมดในช่วงที่กิจการยังไม่มีรายได้ เพื่อให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะดำเนินกิจการไปได้จนกว่าจะมีรายได้เข้ามาเลี้ยงตัวเอง
คุณควรเริ่มต้นด้วยการทำรายการและประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อย 3-6 เดือนแรก โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก:
1. ค่าใช้จ่ายตั้งต้น (Initial Costs)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในการเริ่มต้นธุรกิจ:
- ค่าจดทะเบียนบริษัท: ประมาณ 5,000-10,000 บาท
- ค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชี: ค่าจ้างสำนักงานบัญชีในการจัดทำบัญชีและงบการเงิน
- ค่าตกแต่งและจัดเตรียมสถานที่: เช่น ค่าตกแต่งสำนักงาน หรือร้านค้า
- ค่าอุปกรณ์สำนักงานและครุภัณฑ์: เช่น คอมพิวเตอร์, โต๊ะ, เก้าอี้
- ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการโฆษณาในช่วงแรก: เช่น ค่าออกแบบโลโก้, ค่าทำเว็บไซต์
2. ค่าใช้จ่ายประจำ (Recurring Costs)
คือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทุกเดือน:
- เงินเดือนพนักงานและค่าจ้าง: รวมถึงเงินเดือนของตัวคุณเองด้วย
- ค่าเช่าสำนักงานหรือร้านค้า: หากมีการเช่าสถานที่
- ค่าสาธารณูปโภค: ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: เช่น ค่าเดินทาง, ค่ารับรอง, ค่าวัตถุดิบ
- ค่าธรรมเนียมธนาคาร: ค่าธรรมเนียมการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมต่างๆ
การคำนวณเงินทุนที่แนะนำ
เมื่อคุณมีรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ให้คำนวณเงินทุนที่ควรจดทะเบียนโดยใช้สูตรดังนี้:
เงินทุนจดทะเบียนที่เหมาะสม = (ค่าใช้จ่ายตั้งต้น) + (ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน x จำนวนเดือนที่คาดว่ายังไม่มีรายได้)
- ตัวอย่าง: หากค่าใช้จ่ายตั้งต้นอยู่ที่ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท และคุณคาดว่าธุรกิจจะเริ่มมีรายได้หลังจาก 4 เดือนแรก เงินทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมควรอยู่ที่:
- 50,000 บาท + (30,000 บาท x 4 เดือน) = 170,000 บาท
คำแนะนำเพิ่มเติม
- เงินทุนจดทะเบียนไม่ได้ต้องจ่ายเต็มทันที: ตามกฎหมาย บริษัทจำกัดสามารถชำระเงินค่าหุ้นที่เรียกเก็บแล้วอย่างน้อย 25% ของจำนวนทุนจดทะเบียน ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ต้องนำเงินทั้งหมดไปฝากในบัญชีบริษัทตั้งแต่แรก
- อย่าจดทะเบียนทุนสูงเกินไป: การจดทะเบียนด้วยทุนที่สูงมากโดยไม่มีเงินจริง อาจเป็นปัญหาเมื่อถูกตรวจสอบในภายหลัง หรือเมื่อต้องการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพราะธนาคารจะดูจากทุนที่ชำระแล้วจริง
- อย่าจดทะเบียนทุนต่ำเกินไป: หากทุนต่ำเกินไปและไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในช่วงแรก ธุรกิจอาจขาดสภาพคล่องและต้องปิดตัวลงก่อนที่จะสร้างรายได้ได้
การคำนวณเงินทุนจดทะเบียนให้เหมาะสมจึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด เพื่อให้ธุรกิจของคุณมีโอกาสรอดและเติบโตในระยะยาวค่ะ

เอกสารครบถ้วนหรือไม่?
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (บจ.) หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) มีความคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถสรุปเอกสารเบื้องต้นที่จำเป็นได้ดังนี้
เอกสารเบื้องต้นสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (บจ.)
-
ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
- ชื่อบริษัท: ต้องมีคำว่า “บริษัท” และ “จำกัด” อยู่ในชื่อ และต้องไม่ซ้ำกับชื่อบริษัทอื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว
- ที่ตั้งสำนักงาน: ที่อยู่ของสำนักงานใหญ่
- วัตถุประสงค์ของบริษัท: ระบุประเภทธุรกิจที่จะดำเนินการ
- จำนวนทุนจดทะเบียน:
- ต้องมีทุนชำระแล้วอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียน
- ต้องมีมูลค่าหุ้นไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท
- ข้อมูลของผู้เริ่มก่อการ: จำนวนอย่างน้อย 2 คน
-
เอกสารที่ต้องใช้ (สำหรับผู้ถือหุ้นและกรรมการ)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน: ของผู้เริ่มก่อการทุกคน และกรรมการทุกคน
- สำเนาทะเบียนบ้าน: ของผู้เริ่มก่อการทุกคน และกรรมการทุกคน
- สำเนาหลักฐานการเป็นเจ้าของสถานที่ตั้งบริษัท: เช่น ทะเบียนบ้าน
-
เอกสารที่ต้องจัดเตรียม (แบบฟอร์ม)
- คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (บอจ.1)
- เอกสารแนบท้ายคำขอ (แบบ บอจ.2)
- แบบฟอร์มการจองชื่อบริษัท
- รายการจดทะเบียนตั้งบริษัท (บอจ.3)
- สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท: เพื่อยืนยันว่าผู้ถือหุ้นทุกคนเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัท
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
- แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานโดยสังเขป
เอกสารเบื้องต้นสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.)
-
ข้อมูลเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน
- ชื่อห้างหุ้นส่วน: ต้องมีคำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” อยู่ในชื่อ
- ที่ตั้งสำนักงาน: ที่อยู่ของสำนักงานใหญ่
- วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
- จำนวนเงินที่ลงทุน (ทุนจดทะเบียน): โดยไม่ต้องมีมูลค่าต่อหุ้นเหมือนบริษัท
-
เอกสารที่ต้องใช้ (สำหรับหุ้นส่วน)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน: ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
- สำเนาทะเบียนบ้าน: ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
- สำเนาหลักฐานการเป็นเจ้าของสถานที่ตั้งห้างหุ้นส่วน: เช่น ทะเบียนบ้าน
-
เอกสารที่ต้องจัดเตรียม (แบบฟอร์ม)
- คำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน (หส.1)
- เอกสารแนบท้ายคำขอ (หส.2)
- แบบฟอร์มการจองชื่อห้างหุ้นส่วน
- แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานโดยสังเขป
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
- ผู้ประสานงาน: ควรแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก 1 คน เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่
- การลงนาม: เอกสารทั้งหมดต้องมีการลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
- สามารถยื่นออนไลน์ได้: ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีระบบยื่นจดทะเบียนผ่านทางออนไลน์ (e-Registration) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาได้มาก
การเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนและถูกต้องจะช่วยให้การจดทะเบียนเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วค่ะ

ใครดูแลเรื่องบัญชี?
เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว การแต่งตั้งผู้ดูแลเรื่องการทำบัญชีและตรวจสอบบัญชีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อธุรกิจในหลายมิติ
เหตุผลที่ควรมีผู้ดูแลเรื่องบัญชี
-
การปฏิบัติตามกฎหมาย:
- พระราชบัญญัติการบัญชี: กำหนดให้กิจการต้องจัดทำบัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท, และงบการเงิน เพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด
- พระราชบัญญัติภาษีอากร: กำหนดให้มีการจัดทำงบการเงินเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีอื่น ๆ การทำบัญชีที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การเสียภาษีที่ผิดพลาดได้
-
เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ:
- ข้อมูลจากบัญชีจะช่วยให้เจ้าของกิจการรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริง เช่น มีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร, มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่, หรือมีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน
- ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
-
การควบคุมภายใน:
- การมีผู้ทำบัญชีจะช่วยให้สามารถควบคุมการรับ-จ่ายเงิน, การบันทึกบัญชี, และการจัดเก็บเอกสารได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทุจริตและการรั่วไหลของเงินทุนได้
ความแตกต่างระหว่างผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี
- ผู้ทำบัญชี (Accountant): มีหน้าที่บันทึกบัญชี, จัดทำงบการเงิน, และยื่นแบบภาษีต่าง ๆ เพื่อให้กิจการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
- ผู้สอบบัญชี (Auditor): มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินที่ผู้ทำบัญชีจัดทำขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี เพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของงบการเงินก่อนนำส่งหน่วยงานราชการ
สรุป
การมีผู้ดูแลเรื่องบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกกิจการ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยข้อมูลที่น่าเชื่อถือค่ะ

ติดต่อ AccProTax ได้เลยวันนี้
AccProTax พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการจดทะเบียนแบบครบวงจร
ฟรี! ให้คำแนะนำเบื้องต้น
มีแพ็กเกจรายเดือน ปิดงบ รายปี
ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจริง พร้อมให้บริการธุรกิจ SME ทุกประเภท
ฟรีคำปรึกษาเบื้องต้น
ดูแลเอกสารให้ครบ จดเสร็จในไม่กี่วัน
อีเมล: accprotax@gmail.com
โทร: 02-124-3062
LineOA: @accprotax













